Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productive Book    »   รีวิวหนังสือ The power of output : ศิลปะของการปล่อยของ ว่าช่วยให้เรา Productive ขึ้นได้อย่างไรบ้าง

รีวิวหนังสือ The power of output : ศิลปะของการปล่อยของ ว่าช่วยให้เรา Productive ขึ้นได้อย่างไรบ้าง

book review the power of output

ผมว่าหนังสือเล่มนี้คุณคงเคยได้เห็นหรือได้อ่านมาแล้วบ้าง เพราะเป็นหนังสือเก่า แถมยังมียอดขายกว่า 530,000 เล่มในประเทศญี่ปุ่นด้วย แต่วันนี้ผมจะมารีวิวในมุมของความ Productive กันบ้าง แม้ชื่อหนังสือ The power of output : ศิลปะของการปล่อยของ นั้นอ่านดูแล้วไม่น่าเกี่ยวกับความ Productive สักเท่าไหร่ แต่แค่บทนำก็ทำให้รู้แล้วว่าเกี่ยวข้องอย่างมาก (ซึ่งผมจะพูดในหัวข้อถัดไป)

แต่จะไม่พูดถึงผู้เขียนเลยก็คงไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็คือ SHION KABASAWA (ชิออน คาบาซาวะ) จิตแพทย์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น ซึ่งคือผู้แต่งคนเดียวกับหนังสือขายดีที่ชื่อ “เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ” ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมาก ซึ่งผมเองก็มีติดบ้านเช่นกัน

มุมมอง Productive

จากบทนำของหนังสือจะพูดถึง ความรู้ทางด้านระบบประสาทว่า คนวัยเกิน 20 ปี จะไม่สามารถ input หรือ การรับความรู้เข้าหัวอย่างเดียวแล้วจำได้เหมือนตอนเด็ก แต่จะต้องมีการ Output ซึ่งก็คือ การบอกต่อ เล่า เขียนโพส หรือกระทำบางอย่าง ให้คนอื่นได้รับรู้ ซึ่งถ้าไม่ทำการ Output แล้วล่ะก็ Input ที่รับมานั้นจะหายไปในไม่ช้า

สมมติว่าใช้เวลานานมากในการอ่านหนังสือสักเล่ม แต่ไม่กี่วันกลับจำอะไรไม่ได้ นั่นเท่ากับเป็นการใช้เวลาที่สูญเปล่าอย่างมหาศาลที่สุด เรียกได้ว่า ไร้ความ Productive อย่างสิ้นเชิง นี่ล่ะจึงเป็นคำตอบว่า ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงเกี่ยวกับความ Productive

และการ Output นั้นไม่ใช่แค่ช่วยให้อ่านแล้วจำได้ แต่ถ้าฝึกฝนบ่อยๆ จะยิ่งเร่งความเร็วในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุกๆ ด้านเลยครับ

แนวทางและความรู้ที่จะช่วยเพิ่ม Productivity ยังมีอีกหลายเรื่องจากหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผมจะพูดถึงในหัวข้อถัดๆ ไปครับ

ชีวิตของคนที่มีการ Output ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

มาดูตัวอย่างการใช้ชีวิตของผู้เขียน ที่ทำตามแนวทางของหนังสือเล่มนี้ ลองดูแล้วคุณจะทึ่งว่า ทำได้อย่างไร เรียกได้ว่าใช้ชีวิตได้ Productive สุดๆ เลย

นี่คือสิ่งที่เขาทำ

  • เขียนคอลัมน์ส่งนิตยสารทุกวัน
  • โพส Facebook ทุกวัน
  • อัพ Youtube ทุกวัน
  • เขียนหนังสือทุกวันอย่างน้อย 3 ชม.
  • ออกหนังสือปีละ 2-3 เล่ม
  • เปิดสัมมนาเดือนละอย่างน้อย 2 ครั้ง

**และสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่แค่พึ่งทำได้เพียงปี สองปีนะครับ แต่ละอย่างเขาทำติดต่อกันมากกว่า 5-13 ปีแล้ว 😲

สิ่งที่ผมคาดหวังจะได้จากหนังสือเล่มนี้

ผมคิดว่าผมเป็นคนขี้อวดระดับนึงเลย (ไม่ได้อวดรวยนะครับ เพราะอวดไม่ได้ 55+ ผมจะชอบอวดความสำเร็จใหม่ๆ สิ่งใหม่ๆ สิ่งแปลกๆ สิ่งที่ทำให้มีความสุขหรือฮาๆ etc.) ซึ่งพออ่านหน้าปกที่ว่า “ศิลปะของการปล่อยของ” ก็คิดว่าจะช่วยให้อวดได้ดียิ่งขึ้น

และอีกอย่างผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าโพส กล้ารีวิวอะไร ยกเว้นก็ต่อเมื่อกรึ่มๆ 🍺 ซึ่งโพสที่ออกมาก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับคนอื่นเท่าไหร่ เรียกได้ว่าผมเป็น Introvert แต่พอกรึ่มๆ จะเริ่มกลายเป็น Extrovert ครับ

ก็เลยคาดหวังว่าจะช่วยให้ผมมีทัศนคติที่กล้าแสดงออกมากขึ้น โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ อย่างน้อยๆ ก็เริ่มกับเพื่อนๆ ในเฟสบุ๊คครับ (แต่ต้องไม่ใช่กรึ่มๆ หรือ หลังกิน 🍺 นะครับ ต้องโพสเพื่อให้ความรู้จริงๆ )

สิ่งที่ค้นพบจาก The power of output : ศิลปะของการปล่อยของ

หลังจากอ่านแล้วผมก็ไม่ผิดหวังครับ ผมค้นพบว่า ที่ผมพยายามอยากทำอยู่ตามหัวข้อก่อนหน้านั้นคือ output (การ เขียน พูด ทำ) ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆ ที่จะช่วยให้เราไม่ลืม input (สิ่งที่พบเจอ หรือ สิ่งที่ได้ศึกษามา) เช่น หนังสือที่อ่าน เกมที่เล่น สถานที่ที่ไป ความสุขที่ได้รับ ฯ 🥰 โดยอัตราส่วนที่เขาแนะนำคือ 3:7 เช่น อ่านหนังสือ 3 ชม. จะไปลงมือทำบางอย่างเช่น โพสเฟส เขียนบทความ หรือเล่าให้คนอื่นฟังอีก 7 ชม.

input output ratio

ซึ่งมันช่วยปรับทัศนคติต่อการอวด, การแชร์ หรือ การโพส ไปเยอะมากเลย เพราะนอกจากจะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นแล้ว คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือตัวเราเอง จุดนี้เองเป็นจุดที่เพิ่มกำลังใจความกล้าในการแสดงออกของผมมากยิ่งขึ้นครับ

แต่ก็มีจุดที่ต้องปรับปรุงในเรื่องการอวดที่ผมเข้าใจเอาเองนะครับว่า ต้องไม่ใช่การโอ้อวดเพื่อโชว์เหนือหรือต้องการข่มผู้อื่น รวมถึงการโพสด่าว่าร้ายด้วย เพราะแบบนั้นจะทำให้ผู้รับสารไม่ได้ประโยชน์ใดๆ แต่จะได้พลังลบแทน แถมผู้อวดเองยังได้เพิ่มอัตตาให้ตัวเอง จนถึงขั้นอาจดูถูกคนอื่นได้ ต้องระวังให้ดี

แม้ว่าจะมี Input และ Output แล้ว ก็ยังต้องมีการทำ Feedback ด้วยซึ่งก็คือ การวัดผลและการปรับปรุงแนวทางการ Output ของเรานั่นเอง เช่น ตัวอย่างการโพสเฟสของผม ก็วัดจากแต่ละโพสมี like เยอะไหม หรือถ้า like ไม่เยอะแต่มีคนเม้นคนแชร์ ก็ถือว่าโอเค เพราะบางโพส ก็จะเป็นกลุ่มเพื่อนที่เล็กมากๆ ที่จะเข้าใจ

like & share

แต่ถ้าโพสไปแล้วไม่มีทั้ง Like และ Engagement อันนี้นี่ล่ะที่ต้องมาทำ Feedback ว่าจะต้องปรับปรุงอะไร ซึ่งอาจจะเป็นที่กลุ่มเป้าหมายเลยก็ได้ ยกตัวอย่างงานอดิเรกของผมคือ การเล่นเกม VR เพื่อออกกำลัง ผมจึงอยากโพสเพื่อหาเพื่อนเล่นด้วย แต่เพื่อนส่วนมากอายุใกล้เลข 4 จึงแทบจะไม่เหลือคนเล่มเกมอยู่แล้ว ทำให้เมื่อผมโพสเกม VR ลงไป Engagement ยิ่งแทบไม่มีเลย

แม้ว่าผมจะโพสเป็น Content เพื่อการลดน้ำหนักแนว Productive เพราะไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง, ไม่ต้องเจอฝุ่นเจอควัน, ไม่ต้องเสี่ยงติดโรค ฯ แต่กลุ่มเพื่อนที่ตรงเป้าของผมก็น้อยเกินไป แบบนี้ผมก็ต้องหาเนื้อหาแนวอื่นหรือไปโพสลงช่องทางอื่น เพราะช่องทางเฟสบุ๊คส่วนตัวผม มันไม่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง

แต่ในอนาคตผมจะมาทำลง Youtube และ Tiktok ของ productivetogo เพื่อเป็นการนำเสนอแนวทางการออกกำลังกายอย่าง Productive ซึ่งคุณจะทำตามก็ได้ หรือ ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร เพราะหากอะไรยากเกิน แม้จะ Productive แค่ไหนฝืนทำไปจะล้มเลิกได้ในเวลาไม่นาน สู้ทำสิ่งง่ายๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสะสมกำลังใจเล็กน้อยๆ ในการค่อยๆ ก้าวไปสู้เป้าหมายอย่างไม่ล้มเลิกดีกว่า

และเมื่อสำเร็จเป้าหมายเล็กๆ เป้าหมายแรกแล้ว ค่อยๆ ขยายเป้าให้ใหญ่ขึ้น หรือจะแค่หาเป้าเล็กๆ อันถัดไปก็ได้ แค่ทำแบบนี้คุณก็จะได้เห็นความมหัศจรรย์ในความคืบหน้าของตัวเองครับ (ซึ่งแนวทางนี้มาจากหนังสือแนวพัฒนาตนเองเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงการเลิกบุหรี่ ที่แค่ให้ผู้ที่ต้องการเลิก ตัดให้สั้นลงก่อนจะสูบ สั้นแค่ครึ่งมิลลิเมตรก็ได้ แต่ขอให้ตัด สุดท้ายพวกเขาก็เลิกได้เองอย่างน่าอัศจรรย์)

นอกจากนี้การ Output ของหนังสือเล่มนี้นั้น ไม่ได้สื่อถึงแค่การทำ Content ให้คนอื่นมารับสารนะครับ แต่รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และ Productive มากขึ้น (ซึ่งตรงกับสไตล์ productivetogo มากๆ เลย) เช่น

Productive guide จากหนังสือเล่มนี้

💘 : ข้อไหนที่มีไอคอนนี้ หมายความว่า พูดตรงกันกับหนังสือเล่มอื่น รวมถึง podcast ของพี่รวิศ หาญอุตสาหะ และคอร์สด้าน Productivity บน Udemy ที่ผมเคยเรียน ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นข้อที่เป็นพื้นฐานของชาว Productive เลยก็ว่าได้

  • การพูดแง่บวกมากกว่าแง่ลบ 3 เท่าจะช่วยให้ทีมทำงานได้ดี แต่พูดแง่บวกมากกว่าแง่ลบ 6 เท่า จะช่วยให้ทีมทำงานได้ดีมาก
  • การไม่พูดนินทาว่าร้ายคนอื่นในที่ทำงาน ช่วยให้เราทำงานกับทีมได้ดีขึ้น (เพราะเรายิ่งว่าใคร สมองเราจะอคติกับคนนั้นมากขึ้น จนเมื่อต้องทำงานกับคนคนนั้น จะทำได้ไม่ดี)
  • หากต้องการสนิทกับใคร ให้ทักบ่อยๆ ไม่ใช่พูดมากๆ
  • ตั้งคำถามก่อนลงมือเรียนรู้อะไร จะช่วยให้ได้ผลดีขึ้น 10-20%
  • การปฏิเสธบางอย่าง ให้ดูว่าถ้าเรื่องนั้นไม่สำคัญกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ให้ปฏิเสธอย่างไม่ลังเล และทำให้เท่าเทียมกันกับทุกคน ไม่ใช่คนนี้เราสนิทแล้วไม่ปฏิเสธ ซึ่งรูปแบบการปฏิเสธคือ
    • “ขอโทษ (หรือขอบคุณที่เสนอ) + เหตุผล + ปฏิเสธ + ข้อเสนอแนะให้เขาไปดำเนินการต่อเพื่อเห็นว่าเราอยากช่วยแต่เราไม่ว่างจริงๆ”
      ภาพ 1
  • การจะเลือกทำอะไรควรจะมีความตื่นเต้นที่พอดี เพราะน้อยไปก็น่าเบื่อ มากไปก็เครียดเกิน ซึ่งถ้ามีความตื่นเต้นที่พอดีเราจะทำสิ่งนั้นได้ดีที่สุด (ผมขอเสริมเองว่า : อารมณ์ประมาณมีความลุ้นๆ ว่าจะทำได้ แต่ก็แอบเสียวๆ นิดๆ ว่าไม่ได้ แต่พอคิดว่าถ้าพยายามมากพอ เราก็ต้องทำได้แหละน่า 💪)
  • การชมเชยที่ถูกต้องช่วยให้พนักงานพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นและไม่เหลิง ด้วยการชมที่การกระทำไม่ใช่ผลลัพธ์ เช่น “พนักงานทำยอดขายได้ 10 ล้าน ไม่ใช่ชมว่าเก่งมากๆ ทำยอดขายได้สูงสุดในบริษัทเลย (แบบนี้ทำให้เหลิง) แต่ให้ชมไปที่ความเพียรพยายามไปหาลูกค้า หรือ มาทำงานตรงเวลา หรือ นำเสนอได้อย่างดีเยี่ยม เป็นต้น
  • ดุพนักงานหรือใครก็ตาม เขาจะรับฟังเราก็ต่อเมื่อ เราไม่ได้ใช้อารมณ์, พูดให้ชัดว่าให้ปรับปรุงอะไร, ปรึกษาแนวทางแก้ไข และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดคือ ผู้ถูกดุต้องมีความเปิดใจหรือเชื่อใจในตัวเราแล้ว (อันนี้ต้องสนิทหรือทำงานกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว) ไม่เช่นนั้นเราดุไป จะกลายเป็นเขากลัว แล้วลาออก หรือไม่กล้ามายุ่งกับเราอีก
  • ใช้การอธิบายด้วยภาพหรือเหตุการณ์ ในการอธิบายสิ่งที่น่าจะเข้าใจยาก หรือผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานกับลูกน้อง, การนำเสนองานกับหัวหน้า หรือพูดคุยในครอบครัว และถ้ามีข้อมูลอ้างอิงเป็นตัวเลขหรือแหล่งข้อมูลอ้างอิงด้วยจะยิ่งดี ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจง่าย จำง่าย และน่าเชื่อถือ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปกับความเข้าใจผิดในการทำงาน หรือ การสื่อสารในครอบครัว
  • ควรเตรียมคำแนะนำตัวเองสั้นๆ เอาไว้ อาจจะ 30 วินาที หรือ 60 วินาทีก็ได้ โดยเฉพาะคนที่แนะนำตัวไม่เก่ง หรือสำหรับคนทั่วไปก็สามารถช่วย ลดเวลาในการคิดสิ่งที่จะพูด, ลดความผิดพลาด, ไม่หลุดพูดในสิ่งที่ไม่เหมาะ และยังช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกอีกด้วย
  • การขอบคุณ หรือ ได้รับความขอบคุณ ช่วยให้ มีความสุข, ลดความตื่นเต้น, ลดความกังวล และมีสมาธิมากยิ่งยึ้น
  • วาดรูปเล่นไปด้วยในระหว่างเรียนรู้ จะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น 29% ( จากการให้ผู้ทดลองฟัง ฟังชื่อสถานที่กับคน พบว่ากลุ่มที่วาดรูปเล่นไปด้วย จำชื่อได้มากกว่า 29%)
  • พิมพ์ให้เร็วช่วยให้การทำงานมี productivity มากขึ้น ส่วนนี้ผมว่าคุณก็รู้ครับ แต่หนังสือเล่มนี้เพิ่มมาอีกข้อที่คุณอาจคิดไม่ถึงคือ ให้ใช้เมาส์ และ คีย์บอร์ดอันเดิม เพราะมันจะยิ่งช่วยเพิ่มความคุ้นชินและความเร็วมากขึ้นไปอีก (ถ้าคุณใช้โน๊ตบุ๊คเครื่องเดียวก็ถือว่าผ่านข้อนี้ไปเลยครับ)
  • 💘 การทำ To DO list (ข้อนี้ถือว่าเป็นพื้นฐานของการเพิ่ม Productivity ในการทำงานและการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ ยิ่งสำหรับชาว ClickUp อยู่แล้ว คงผ่านได้สบาย)
  • ค้นพบหรือมีไอเดียอะไรให้รีบจด เพราะไม่เช่นนั้นมันจะหายไปภายใน 30 วินาที (หากคุณใช้ ClickUp ก็ให้ลง Reminder ไว้ก่อนก็ได้ครับ รวดเร็วดี)
  • การหาไอเดีย 4 ขั้นตอน
    • Input ข้อมูลเรื่องที่เราต้องการเข้าไปเยอะๆ
    • ไปพักผ่อนหรือทำอย่างอื่นซะ
    • รอไอเดียผุด
    • ทดสอบไอเดียว่าใช้ได้ผลหรือไม่
  • การทำ Presentation ที่รวดเร็วและครอบคลุม
    • Brain storm (รวมรวมไอเดียเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ได้เยอะที่สุด)
    • นำไอเดียมาสร้างโครงสร้าง เช่น สารบัญของหนังสือหรือบทความ
    • จากนั้นทำ Power Point ตามโครงสร้างที่ออกแบบไว้
  • การตั้งเป้าหมายที่ดีจะต้องบอกให้คนอื่นรู้ด้วย เพราะในทางจิตวิทยาจะเพิ่มโอกาสในความสำเร็จมากยิ่งขึ้น และจำเป็นต้อง Feedback อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่าเราจะมีโอกาสสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่ หรือจะปรับปรุงอย่างไรให้สำเร็จได้ (รูปด้านล่างคือตัวอย่างที่ผมแชร์เป้าหมายให้กับเพื่อนๆ บนเฟสบุ๊คครับ ซึ่งผมใช้ ClickUp Goal ในการทำ)

    exp click goal may
  • 💘 ไม่เช็คและส่งอีเมล์เมื่อเริ่มต้นทำงานในแต่ละวัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถทำงานได้อย่าง Productivity มากที่สุด จึงควรเอาเวลาไปทำงานสำคัญ หรืองานที่มีความซับซ้อนกว่านี้
  • 💘 ห้าม Multitasking ในการทำงาน เพราะจะเพิ่มความผิดพลาดถึง 50% และจะลดประสิทธิภาพการทำงานลงมากถึง 80-95% เลยทีเดียว และต่อให้เป็นเรื่องง่ายๆ ก็ทำได้เพียง 3 อย่างพร้อมกัน เช่น กินข้าว ดูหนัง ตอบแชท เป็นต้น ไม่งั้น Ram ในสมองจะเต็มและทำให้เครื่องค้าง หรือสมองรวนได้
  • งานใดที่ต้องทำแต่ยังไม่อยากทำ ให้ทำทันที เพราะผ่านไปสัก 5 นาที ความตั้งใจจะมาเอง
  • หาทางทำงานให้สนุก เนื่องจากเมื่อทำสิ่งสนุกสมองจะหลังสารแห่งความสุขชื่อ “โดพามีน” ออกมา ซึ่งนอกจากความสุขแล้วยัง ช่วยทำให้มีสมาธิ ความตั้งใจ และแรงบันดาลใจด้วย
  • ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ภายใน 5 วินาที เพราะต่อให้เสียเวลานานขึ้นไปถึง 30 นาทีผลก็ยังใกล้เคียงกับ 5 วินาทีแรกถึง 86%
  • ทำงานให้จบเร็วที่สุดด้วยการตั้งคุณภาพไว้แค่ 30% พอ แล้วจากนั้นค่อยมาปรับปรุงอีกครั้งจะได้ 100% แต่ถ้าคุณตั้งเป้าคุณภาพไว้เลย 100% จะทำได้จริงประมาณ 70% และเมื่อมาปรับปรุงเพิ่มจะทำได้เป็นแค่ 90% ซึ่งถ้าอยากได้เต็ม 100% ต้องเพิ่มเวลา ทำให้ใช้เวลานานกว่าตั้งเป้าไว้แค่ 30% เนื่องจากถ้าให้เวลาทั้ง 2 วิธีเท่ากับวิธีหลัง จะเหลือเวลาในการปรับปรุงน้อยทำให้ทำไม่ทัน 100%
  • 💘 การนอนน้อยกว่า 6 ชม. ทำให้สมาธิลดลงกว่า 3-5 เท่า ถ้านอนน้อยกว่า 4 ชม. สมาธิจะลดลงไปถึง 6-8 เท่า รวมถึงเสี่ยงโรคมะเร็ง 6 เท่า และมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 5.6 เท่า
  • 💘 ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้พัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น โดยการเพิ่มสมาธิ ความจำ ความสามารถในการเรียนรู้ และแรงบันดาลใจ
  • การ Output งานอดิเรกถือเป็นการฝึกทำ Output ที่ดีที่สุด เพราะเป็นการพูดถึงสิ่งที่เรารักและสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ทำให้เราอยากจะเผื่อแผ่ความสุขนั้นให้กับคนอื่นบ้าง ซึ่งก็ทำได้ง่ายๆ เช่น โพสลงเฟสบุ๊ค, Tiktok, YouTube หรือเชียนบล็อกก็ได้

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นสรุปส่วนหนึ่งของหนังสือที่ผมย่อยมานะครับ ยังมีอยู่หลายเรื่องที่เป็นประโยชน์มากๆ เลย แม้จะไม่ใช่ด้าน Productivity โดยตรงก็ตาม

สิ่งที่ผมจะนำจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้ในชีวิตจริง

จากที่ผมเขียนไปเรื่องการโพสเฟสบุ๊ค ผมชอบโพสตอน กรึ่มๆ (🍺) และอยากโพสสิ่งที่มีประโยชน์ในเวลาปกติบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ผมได้คำตอบชัดเจนแล้ว และยังมีเรื่องอื่นๆ แถมมาอีกดังนี้

  • เขียนรีวิวหนังสือทุกเล่มที่อ่านลงเว็บไซต์นี้
  • โพสรีวิวหนังสือสั้นๆ หลังอ่านจบทันทีลงเฟสบุ๊ค
  • โพสเทคนิคสั้นๆ ในด้าน Productive และการใช้ ClickUp ลงเพจ (เพราะตอนนี้โพสในเพจยังน้อยอยู่เลย 😅)
  • ทำวงล้อสุขภาพในแอพ Fitness บน iPhone ให้สำเร็จเดือนละอย่างน้อย 20 วัน
  • พยายามฝึกสติ ไม่พูดแง่ลบหรือด่าผู้อื่น
  • คิดถึงวิสัยทัศน์ แทนเป้าหมาย
  • เมื่อมีอารมณ์ใดๆ ที่จะมาขัดขวางการทำงาน จะลงมือทำไปเลยโดยไม่สนใจอารมณ์ ซึ่งอาจต้องฝืนให้ได้อย่างน้อย 5 นาที
  • เมื่อ Input อะไรเข้ามาในหัวจะสร้างมันเป็นภาพตามที่หนังสือบอก แต่ผมจะขอแต่งเรื่องให้มันโอเวอร์ไปด้วย (แนวคิดนี้มาจากหนังสือเล่มอื่น ที่เคยสอนให้จำเลขยาวๆ ได้ด้วยการแทนเลขต่างๆ ด้วยสิ่งของหรือสัตว์บางอย่าง แล้วแต่งนิทานที่เวอร์ๆ แล้วเชื่อมโยงตัวละครด้วยการกระทำประหลาดๆ เพื่อให้เราจำเรื่องนั้นได้ และเราก็จะจำเลขยาวๆ เหล่านั้นได้ด้วย ต้องขอโทษด้วยครับ ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้ เพราะเคยอ่านเมื่อ 10 กว่าปีก่อนเลย ก่อนจะรู้จักหนังสือเล่มนี้ และเล่ม “เทคนิคอ่านให้ไม่ลืมที่จิตแพทย์อยากบอกคุณ” 😅)
  • เขียนและทำ Content เกี่ยวกับการเล่นเกม VR สำหรับลดน้ำหนัก เพื่อเป็นแนวทางให้กับกลุ่มที่ต้องการออกกำลังกายทางเลือกใหม่ สไตล์ productivetogo

สรุป

ปล. การเขียนบทความบนเว็บนี้ก็ถือเป็นการ Output ของผมนะครับ แต่ตอนนี้ยังวัดผลยากครับ เพราะบทความในเว็บยังน้อยอยู่และลำดับใน SEO ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ซึ่งก็ต้องทำ Input -> Output -> Feedback ไปเรื่อยๆ ครับ จนกว่าจะติดหน้าหนึ่งเยอะๆ และมีบทความคุณภาพเยอะๆ ที่เป็นประโยชน์กับคุณครับ สามารถแอดไลน์ หรือ Like Facebook เพื่อเป็นกำลังใจให้ผมก็ได้นะครับ 💌 หรือหากคุณต้องการอ่านเนื้อหาเต็มๆ ของ The power of output : ศิลปะของการปล่อยของ ผมแนะนำให้ซื้อได้เลยครับ คุ้มค่าแน่นอน

ด้านล่างคือลิงก์ไปยังหน้ารายละเอียดของหนังสือ the power of output บนเว็บขายหนังสือต่างๆ ครับ

อยากได้บทความเรื่องอะไร หรือ หัวข้อแนวไหน สามารถแนะนำกันมาได้ที่แบบฟอร์มนี้เลยครับ ซึ่งข้อมูลที่ส่งจากแบบฟอร์มนี้จะถูกไปสร้างเป็น Clickup Task และสั่งงานผม ให้อัตโนมัติเลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *