Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productive Life/พัฒนาตนเอง    »   2 ขั้นตอนสำคัญลดความ Perfectionist ยิ่งคุณคือ MBTI ประเภท J ยิ่งต้องอ่าน

2 ขั้นตอนสำคัญลดความ Perfectionist ยิ่งคุณคือ MBTI ประเภท J ยิ่งต้องอ่าน

decrease Perfectionist

ผมก็เป็นหนึ่งคนที่ประสบกับปัญหาของการที่เป็น Perfectionist อย่างมาก เพราะผมใช้เวลาทำงานหรือ Content ต่างๆ นานมาก จึงตั้งใจว่าจะศึกษาหาทางมาแก้ไขกับตัวเอง จึงได้เกิดมาเป็นบทความนี้ครับ ซึ่งปัญหานี้คนที่เป็น MBTI ประเภท J (เช่นผม) ก็มักจะเจอมากกว่าประเภทอื่นครับ ดังนั้นมาดูทางแก้ทั้ง Mindset และ How to กัน

เคยไหมทั้งๆ ที่คุณรู้สึกว่างานนั้นไม่ดีพอ แต่ก็มีคนชมว่ามันดีมากแล้ว – นั่นละครับคุณคือ Perfectionist

ขั้นที่ 1 ปรับ Mindset

1️⃣ ตั้งเป้าหมายให้ “ดีพอ” ไม่ใช่ “สมบูรณ์แบบ” – เพราะในความเป็นจริง งานที่ดีพอสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ไม่ต่างจากงานที่สมบูรณ์แบบเลย ไม่ว่าจะ 80 หรือ 100 คะแนน คุณก็ได้เกรด A เหมือนกัน (ถ้าคิดไม่ออกว่า “ดีพอ” คืออะไร ให้คุณลดความสมบูรณ์แบบของงานจาก 100% ให้เหลือ 80% พอ)

pdttg 2025 04 03 14 48 27

2️⃣ ใช้กฎ “Done is Better than Perfect” – หนึ่งในกฎที่คน Perfectionist ควรจำไว้คือ “ทำเสร็จสำคัญกว่าสมบูรณ์แบบ” เพราะ งานที่ไม่เคยถูกปล่อยออกไปจะไม่มีทางสร้างคุณค่าให้ใครได้ ⭐⭐⭐ (ประโยคนี้เจ็บจี๊ดเลยครับ⚡)

3️⃣ จำกัดเวลาตัดสินใจ เพื่อลดการ overthinking – ผู้คนประเภท J ชอบตัดสินใจจากข้อมูลและโครงสร้างที่เป็นระบบ แต่ถ้าใช้เวลาคิดนานเกินไป คุณอาจติดอยู่ในวงจร “คิดเยอะแต่ไม่ลงมือทำ” ได้

ดังนั้นถ้าตัดสินใจไม่ได้ผมแนะนำให้เลือก “ตัวเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น” เมื่อได้ผลอย่างไรค่อยปรับปรุงทีหลังครับ

4️⃣ ยอมรับให้ได้ว่า “โลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบจริงๆ” – ให้คุณลองคิดถึงสตีฟจ๊อปซึ่งคุณอาจเคยได้ยินว่าเขาเป็นคนที่ Perfectionist มากๆ ในการออกแบบแต่ละสินค้า แต่สุดท้ายทุกๆ ปีก็ยังมีปัญหาให้ปรับแก้ในรุ่นถัดๆ ไปอยู่เสมอๆ (และก็ยังคงมีคนชื่นชมและซื้อทุกปีเช่นกันทั้งๆ ที่ปีก่อนมีปัญหา)

5️⃣ ปล่อยวางกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ – หนึ่งในจุดอ่อนของคนประเภท J คือมักจดจ่อกับรายละเอียดมากเกินไปจนเสียเวลามากเกินจำเป็น ดังนั้นการเลือกแค่งานที่สำคัญมากๆ มาทำ แล้วปล่อยส่วนเล็กส่วนน้อยไป จึงเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากครับ

ขั้นที่ 2 ลงมือทำ

1. จดทางแก้ปัญหาในการเป็น Perfectionist ลง Daily reminder หรือ อ่านก่อนเริ่มงานทุกวัน

สิ่งแรกที่จะช่วยลดความ Perfectionist ก็คือการที่เราไม่ลืมว่าเราเป็นคน Perfectionist ครับ 😅 ยกตัวอย่างเช่นผมเองค้นหาวิธีแก้ปัญหา Perfectionist มาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ย้ำเตือนกับตัวเองบ่อยๆ จนทำให้ลืมวิธีแก้ปัญหาไป ดังนั้นการอ่านมันทุกวัน หรือ อ่านมันก่อนเริ่มงานจะเป็นตัวกระตุ้นที่ดีมากๆ ครับ

🥰 หรือคุณไม่ได้ทำ Daily reminder จะ bookmark บทความนี้ไว้อ่านทุกๆ วันก็ได้นะครับ แล้วจะคลิกที่ปุ่ม "เวลาน้อยข้ามไปอ่านแบบย่อ 👇" ก็ทำได้นะครับ เพราะทุกเช้าผมก็อ่านแบบย่อเช่นกัน

2. เคารพใน Time Blocking และ Time Estimate

คุณจำเป็นต้องกำหนดเวลาให้กับการทำงานในทุกๆ งาน ทั้งเริ่มงานและเลิกงาน และทำทุกอย่างตามเวลา เอาให้เหมือนกับสมัยเรียนที่พอออดดังคุณก็ต้องรีบเข้าเรียน พอหมดคาบก็ให้รีบส่งการบ้านแล้วไปเรียนวิชาใหม่หรือกลับบ้าน

pdttg 2025 04 03 11 51 06

เทคนิคที่ผมอยากแนะนำก็คือ การกำหนด เวลาทำงานให้เสร็จ และ เวลาปรับปรุงงาน

เช่น คุณกำหนดเวลาทำงานหนึ่งทั้งหมด 3 ชั่วโมง คุณสามารถกำหนด

  • เวลาทำงานจริงให้เสร็จใน 2 ชั่วโมง – ซึ่งแนะนำให้ลดความ Perfect เหลือ 80% ด้วย โดยการตั้งเป้าหมายให้ “ดีพอ” ไม่ใช่ “สมบูรณ์แบบ”
  • เวลาปรับปรุงงาน 1 ชั่วโมง (ไม่ใช่เพิ่มงานหรือเพิ่มความ Perfect นะครับ แค่ปรับปรุงจุดบกพร่องเท่านั้น) และถ้าคุณมีความสามารถพิเศษที่มองเห็นจุดบกพร่องเต็มไปหมดตามสไตล์ Perfectionist ผมแนะนำอย่างยิ่งให้ทำตามหัวข้อถัดไปครับ

3. ทำเฉพาะงานสำคัญ

จากกฏ Pareto 80/20 ทำให้พบว่างานที่สำคัญมากๆ จริงๆ แล้วมีเพียง 20% เท่านั้นที่ส่งผลถึง 80% ดังนั้นให้คุณเลือกทำเฉพาะงานในส่วนนี้ก่อน

ส่วนงานที่สำคัญรองลงมาคุณแค่ทำให้อยู่ในระดับมาตรฐานก็เพียงพอแล้วครับ หรือจะมอบหมายให้คนอื่นทำก็ย่อมได้

หรือในแง่ของแต่ละงาน การลดความ Perfect ที่ควรลดจาก 100% เหลือ 80% สิ่งที่อยู่ใน 80% นี้คุณต้องมั่นใจว่ามีสิ่งที่สำคัญมากๆ ในงานนี้อยู่ด้วยนะครับ

ถ้าให้ยกตัวอย่างผมก็อยากให้คุณนึกถึงตอนสอบที่ต้องเจอข้อสอบอัตนัยครับ ที่แต่ละข้อมีคะแนนไม่เท่ากัน เช่น ข้อสอบมี 10 ข้อ แต่อาจจะมี 2 ข้อ หรือ 20% ที่มีคะแนนสูงถึง 80% อยู่ก็ได้ครับ เรียกได้ว่าแค่คุณทำ 2 ข้อ แล้วทิ้ง 8 ข้อที่เหลือไป คุณก็ได้ A แล้วครับ

pdttg 2025 04 03 11 45 09
ซึ่งถ้านำมาปรับใช้กับงานจริงๆ ก็คือการแบ่งงานงานหนึ่งออกเป็นงานย่อยๆ หลายงานเหมือนตั้งโจทย์ขอสอบ จากนั้นคุณก็ลองเฉลี่ยคะแนน ให้กับข้อสอบที่คุณตั้งขั้นมา แล้วค่อยตัดสินใจเลือกทำเฉพาะข้อที่มีคะแนนสูงๆ นั่นเอง 😉
และการให้คะแนนี้ไม่ใช่แค่สำหรับการแบ่งงานนะครับ เพราะหลังจากที่คุณเสร็จงานแล้วต้องการตรวจสอบและแก้ไขงาน คุณอาจจะเห็นจุดบกพร่องมากมาย ซึ่งคุณก็สามารถให้คะแนนจุดบกพร่องเหล่านั้น และเลือกทำเฉพาะข้อคะแนนสูงๆ ได้อีกเช่นกัน

สรุป

การเป็น Perfectionist ไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่ามันเริ่มเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า การเริ่มต้นแก้ปัญหาจึงสำคัญ อย่างน้อยเริ่มต้นอ่านบทความนี้บ่อยๆ เพื่อยำเตือน Mindset ของคุณก็ได้นะครับ 😊 และถ้ามีเทคนิคหรือ Mindset อะไรใหม่ๆ ที่ผมทดลองแล้วได้ผลหรือเจองานวิจัยที่ให้ผลลัพธ์ดี ผมจะมาเขียนแนะนำเพิ่มให้ในบทความนี้นะครับ เพราะอย่างที่บอกไปตัวผมเองก็จะอ่านบทความนี้ทุกวันเช่นกัน หรือคุณมีไอเดียอะไรก็แชร์กันที่คอมเม้นได้นะครับ

===💡ขั้นที่ 1 ปรับ Mindset===
1️⃣ ตั้งเป้าหมายให้ “ดีพอ” ไม่ใช่ “สมบูรณ์แบบ”
- ลดความ Perfect เหลือ 80%
2️⃣ ใช้กฎ “Done is Better than Perfect”
- หนึ่งในกฎที่คน Perfectionist ควรจำไว้คือ “ทำเสร็จสำคัญกว่าสมบูรณ์แบบ”  และ "งานที่ไม่เคยถูกปล่อยออกไปจะไม่มีทางสร้างคุณค่าให้ใครได้⚡"
3️⃣ จำกัดเวลาตัดสินใจ เพื่อลดการ overthinking
- เลือก “ตัวเลือกที่ดีที่สุด ณ ตอนนั้น” เมื่อได้ผลอย่างไรค่อยปรับปรุงทีหลัง
4️⃣ ยอมรับให้ได้ว่า “โลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบจริงๆ”
5️⃣ ปล่อยวางกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
เลือกแค่งานที่สำคัญมากๆ มาทำ แล้วปล่อยส่วนเล็กส่วนน้อยไป

===📃 ขั้นที่ 2 ลงมือทำ===
1️⃣ จดทางแก้ปัญหาในการเป็น Perfectionist ลง Daily reminder หรือ อ่านก่อนเริ่มงานทุกวัน
- สิ่งแรกที่จะช่วยลดความ Perfectionist ก็คือการที่เราไม่ลืมว่าเราเป็นคน Perfectionist (ฺถ้าคุณไม่ได้ทำ Daily reminder อาจะ Bookmark บทความนี้ไว้อ่านทุกเช้าก็ได้ครับ)
2️⃣ เคารพใน Time Blocking และ Time Estimate
- การกำหนด เวลาทำงานให้เสร็จ และ เวลาปรับปรุงงาน และทำตามอย่างแข็งขัน
3️⃣ ทำเฉพาะงานสำคัญ
- จริงๆ แล้วมีงานเพียง 20% เท่านั้นที่ส่งผลถึง 80% ดังนั้นให้คุณเลือกทำเฉพาะงานในส่วนนี้ก่อน

👍บทความแนะนำ
หมวก 6 ใบ เทคนิคช่วยแก้ปัญหา แถมเพิ่ม AQ (Agility Quotient) ให้พร้อมรับมือทุกสถานการณ์
งานเสร็จจากสมอง โดยที่ไม่ต้องลงมือทำ (DOR Framework) [คลิป]
เทคนิคกันลืมที่ได้ผลที่สุด แม้อยากลืมก็ทำไม่ได้ – Habit Cue จากหนังสือ Atomic Habit (มีคลิป)
มาดูกันว่า MBTI ที่ลงท้ายด้วย J ประเภทไหนทุกข์ที่สุด ถ้าชีวิตไม่เป็นระบบ หรือไม่เป็นไปตามแผน
Overwhelmed vs. Burnout ต่างกันยังไง? แบบไหนร้ายแรงกว่า?
ภาวะ Overwhelmed ไม่ใช่แค่ความเครียดธรรมดา แต่คือวิกฤตของคนทำงาน (คนไทยเสี่ยงมาก)
Burnout แก้ได้ด้วย 6 เทคนิคที่ทำให้งานสนุกขึ้น จากหนังสือ Feel Good Productivity #1
วงล้อชีวิต (Wheel of Life) ขับเคลื่อนชีวิตให้สมดุล แล้ววิ่งสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *