Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   ClickUp ( How to )    »   ClickUp คืออะไร? ทำไมถึงช่วยในการบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร ได้ครบวงจรในที่เดียว พร้อมรีวิว 23 ฟีเจอร์เด่น (Update 4.0 2026)

ClickUp คืออะไร? ทำไมถึงช่วยในการบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร ได้ครบวงจรในที่เดียว พร้อมรีวิว 23 ฟีเจอร์เด่น (Update 4.0 2026)

what clickup

จะดีแค่ไหนถ้ามีเครื่องมือครอบจักรวาล ที่มาช่วยให้การทำงานของคุณไม่ว่าจะแบบส่วนตัวหรือเป็นทีม ก็ทำงานได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส กำจัดเวลาสูญเปล่า (Waste Time) ต่างๆ ในการทำงานออกไป แถมยังช่วยให้การทำงานเป็นทีมราบรื่นขึ้นมาก ซึ่งเครื่องมือนี้มักถูกเรียกด้วยหลายชื่อ เช่น Productivity tool, Project management tool, Task management tool, Collaborative tool, หรือ Workflow management tool โดยเรียกตามคุณประโยชน์ในการใช้งาน ซึ่งครอบคลุมครบทุกแง่มุมในการทำงาน และ “ClickUp” ก็คือเครื่องมือซึ่งมีฟีเจอร์ครอบจักรวาลมากที่สุดในโลกตัวหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เวอร์ชั่น 4.0 แล้ว

แม้บริษัทคุณจะงานไม่เยอะจนต้องมีโอที หรือมีทีมขนาดเล็ก หรือคุณคือ Solopreneur (ผู้ประกอบการคนเดียว) หรือคุณจะเป็น Freelance ในยุคดิจิตอลที่เครื่องมือออนไลน์เปรียบเสมือนตัวช่วยในการแข่งขัน เจ้าเครื่องมือที่ชื่อว่า ClickUp ก็ยังมีประโยชน์มากมายเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ “คนงานน้อยควรใช้ คนงานเยอะต้องรีบใช้” ก็ว่าได้ครับ

หรือแม้แต่คุณจะนำมาใช้จัดการชีวิตแทน Personal Organizer หรือ Planner แอป ClickUp ก็สามารถช่วยให้ชีวิตคุณ Productive มากยิ่งขึ้นได้เยอะเลย

pdttg 2025 01 06 20 24 01

บทความนี้จะพามาดูกันครับว่าเพราะอะไร ClickUp ถึงดูมีประโยชน์ขนาดนั้น และยังจะช่วยให้คุณตอบคำถามให้ได้ว่า ClickUp เหมาะกับคุณไหม หรือคุ้มค่าแค่ไหนที่จะใช้งาน รวมถึงมีการแนะนำฟีเจอร์เด่นๆ ที่แยกระหว่างแบบฟรีกับพรีเมียมเอาไว้ให้คุณด้วย

สารบัญ

ClickUp คืออะไร?

how marketing uses clickup

ClickUp คือเครื่องมือครอบจักรวาลที่มาช่วยในการทำงานให้มี Productivity สูงขึ้น โดยการช่วยให้การทำงาน สะดวก รวดเร็ว สนุก แม่นยำ โปร่งใส กำจัดเวลาสูญเปล่า (Waste Time) ต่างๆ ในการทำงานออกไป และช่วยให้ทำงานเป็นทีมได้อย่างราบรื่น

ClickUp is an all-in-one productivity platform that works as an ideal place for teams to come together, brainstorm, plan, and collaborate on everything from process docs to product designs.
อ้างอิงจาก ClickUp

+Productivity คือการทำงานน้อยลง แต่ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือมากขึ้น

อย่างที่ผมได้บอกไปแล้วว่า ClickUp มีคุณประโยชน์หลายด้านตามเกริ่นนำ แต่ถ้าให้เลือกคุณสมบัติหลักๆ ก็คือ Productivity tools (เครื่องมือสำหรับช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงาน), Project management tools (เครื่องมือหรือซอฟต์แวร์สำหรับจัดการโครงการ) หรือ Task management tools (เครื่องมือหรือซอฟต์แวร์สำหรับจัดการงาน) ซึ่งทั้ง 3 คุณสมบัติมาช่วยจัดการสิ่งที่คุณต้องเจอในทุกๆ วัน คืองานหรือโครงการ และทีมงาน

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน คำว่า Tool, Platform, Software, Program หรือ Application ล้วนคือคำที่มักใช้เรียกเครื่องมือหรือโปรแกรมออนไลน์ ดังนั้น ผมขอใช้คำเหล่านี้เรียกแทนกันนะครับ

แต่ถ้าพูดถึงคุณสมบัติทั้งหมดแล้ว ClickUp เทียบเท่ากับการรวมเครื่องมือหรือแอปพลิเคชันสำหรับการทำงานหลายๆ ตัวเข้ามาไว้ในตัวเดียว ซึ่งสามารถยกตัวอย่างคุณสมบัติเพิ่มเติมจาก 2 คุณสมบัติหลักข้างต้น ได้อีกดังนี้

relationship work tools
ภาพรวมและความสัมพันธ์ของ Work Tools ต่างๆ
  • Collaborative tools – เครื่องมือสำหรับการทำงานร่วมกันแบบเรียล์ไทม์
  • Agile tools – เครื่องมือสำหรับช่วยในการทำงานตามหลัก Agile (แนวคิดหรือหลักการเพื่อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด) และการนำแนวคิดนี้ไปใช้งานจริงจะมีวิธีการ (Methodology) ยอดนิยม เช่น Lean, Scrum, และ Kanban ซึ่งถ้าใช้ ClickUp สามารถใช้ได้ทั้งวิธีการยอดนิยมเหล่านี้เลย
  • Workflow Management tools – เครื่องมือสำหรับจัดการกระบวนการและขั้นตอนการทำงาน
  • Communication tools – เครื่องมือสำหรับการสื่อสารในการทำงาน
  • Time Tracking tools – เครื่องมือสำหรับจับเวลาทำงาน ประมาณเวลาทำงาน
  • Resource Management tools – เครื่องมือสำหรับกระจายงานและแบ่งสรรงาน
  • Knowledge Management tools – เครื่องมือจัดการข้อมูลและความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร.
  • To-Do List tools – เครื่องมือสำหรับจดรายการสิ่งที่ต้องทำ ที่คุณน่าจะรู้จักกันดี
  • Planner tools – เครื่องมือสำหรับวางแผนชีวิต ใช้งานคล้าย สมุด Planner หรือ Digital Planner แบบ PDF แต่มีความสามารถครบครันเหนือกว่ามากๆ ดังตัวอย่าง ClickUp Digital Planner นี้ครับ

เพราะฉะนั้นหากในอนาคตคุณได้ยินชื่อเครื่องมือเหล่านี้

เช่น ถ้าวันหนึ่งหัวหน้าของคุณเดินมาบอกว่า “เราต้องนำ Resource Management tools มาใช้กับทีมเราแล้วล่ะ เพื่อช่วยให้กระจายงานกันได้ง่ายขึ้น”

สบายใจได้เลยครับ ClickUp ที่คุณกำลังเริ่มใช้งานอยู่นี้ ทำได้อยู่แล้ว 🤭

หรือคุณกำลังใช้ Tools ใดบางตัวอยู่ก็อาจจะยุบรวมเหลือแค่ ClickUp ตัวเดียวได้เลย 👏

To-Do List คือคุณสมบัติพื้นฐานในการพัฒนาไปสู่ Productivity tools เรียกได้ว่าเป็นสารตั้งต้นในการพัฒนาเลยก็ได้ ถ้าเทียบกับการผสมสารบางอย่างก็คือการเอา To-Do list ใส่ลงไปอย่างแรก จากนั้นก็หยดคุณสมบัติโน่น นี่ นั่น เพิ่มเข้าไป จนมีประสิทธิภาพมากขึ้นกลายเป็น Project management tools และสุดท้ายครบสูตรจนกลายเป็น Productivity Platform อย่าง ClickUp นั่นเอง

และจากคุณสมบัติที่สามารถแทนที่เครื่องมือหรือแอปพลิเคชันได้หลากหลาย ผมจึงนิยามให้เองว่าคือ “แอปเดียวครองพิภพ” 😄 ซึ่งผมเคยเขียนบทความเรื่องนี้ไปแล้วในบทความ ClickUp ใช้แทน Apps อะไรได้บ้าง เพิ่ม Productivity ได้แค่ไหน แล้วประหยัดเท่าไหร่กัน

ประวัติความเป็นมาของ ClickUp

ClickUp Timeline

ClickUp ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงต้นปี 2017 โดย Zeb Evans (ปัจจุบันตำรงตำแหน่ง CEO) และ Alex Yurkowski (ปัจจุบันตำรงตำแหน่ง CTO) โดยทำหน้าที่เป็นซอฟต์แวร์สำหรับเพิ่ม Productivity และใช้ในการทำงานร่วมกัน (Collaboration and Productivity Software) เพื่อใช้กันเองในบริษัทของพวกเขาเท่านั้น

และในช่วงปลายปี 2017 พวกเขาก็ได้เปิดให้คนภายนอกได้ใช้บริการ

และเดือนมิถุนายน 2020 ก็ได้รับเงินลงทุนในระดับ Series A จำนวนถึง 35 ล้านดอลลาร์ และในปีเดียวกันในเดือนธันวาคม ก็ได้รับเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 100 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีมูลค่ารวมถึง 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 3 ปี

และสิ่งที่ทำให้ ClickUp โด่งดังเป็นพิเศษในช่วงปีนี้ ก็เพราะว่าเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้ทำงานแบบ Work From Home จากผลกระทบของโควิด 19

และในปีต่อมา 2021 ClickUp ก็สามารถระดมทุนได้อีก 400 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทมีมูลค่าพุ่งขึ้นเป็น 4 พันล้านดอลลาร์ และขยายบริการไปยังยุโรปโดยเปิดตัวสำนักงานใหญ่ที่ดับลิน และในปีเดียวกันก็ได้ขยายมายังเอเชียแปซิฟิกโดยเปิดสำนักงานใหญ่ที่ซิดนีย์ และปัจจุบัน ClickUp กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหุ้น เพื่อสามารถขายหุ้น IPO ให้กับคนทั่วไปได้

เป้าหมายของ ClickUp คือ “One app replace them all” (แอปเดียวแทนทุกแอป แอปเดียวครองพิภพ)

พันธกิจของ ClickUp คือ “Save people time by making the world more productive”

คำขวัญของ ClickUp คือ “Save one day every week.”

ปัจจุบัน ClickUp พัฒนามาแล้ว 4 เวอร์ชั่น โดยปลายปี 2025 ได้เปิดให้ใช้งานเวอร์ชั่นล่าสุดคือ ClickUp 4.0 ที่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพครั้งใหญ่อีกครั้ง

ปัจจุบัน ClickUp ติด Top 3 Project Management Software ระดับโลกโดย Forbe

บริษัทระดับโลกที่ใช้งาน ClickUp

image
image

ประโยชน์ของ ClickUp และ Project Management tools

หัวข้อนี้จะเน้นให้คุณเห็นประโยชน์ที่ ClickUp มีว่าช่วยให้คุณและทีมงานทำงานได้มีประสิทธิภาพหรือ Productivity มากขึ้นแค่ไหน และแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง รวมถึงจะช่วยให้คุณตระหนักถึงคุณประโยชน์ของ Project Management tool มากขึ้นด้วย หรือถ้าหากคุณไม่มีอำนาจตัดสินใจเพื่อนำ Project Management tool มาใช้ในองค์กรของคุณ หัวข้อนี้ก็จะเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์อย่างมากในการโน้มน้าวใจผู้ที่มีอำนาจด้วยครับ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้ง ระดับบุคคล, ระดับทีมงาน, หัวหน้าทีม และเจ้าของเลยครับ

  • ช่วยให้ทำงานเป็นระบบ รวดเร็ว ลื่นไหล ลดปัญหา เพิ่ม Productivity เพราะ ClickUp จะช่วยให้คุณจัดการ Workflow หรือ ขั้นตอนการทำงานได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว รวมถึงยังสามารถปรับแต่งเพื่อตอบโจทย์กับงานทุกรูปแบบอีกด้วย
  • ช่วยให้การวางแผนและการดำเนินโครงการเป็นไปได้อย่างราบรื่นทุกขั้นตอน เพราะใน Project Management Tools จะมีตัวช่วยในการอำนวยความสะดวกทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การทำเอกสาร, การวางแผน, การดำเนินโครงการ การติดตามความคืบหน้าของโครงการ ไปจนถึงการปิดโครงการ
  • จัดสรรเวลา และกระจายงานได้รวดเร็วและแม่นยำ เพราะคุณสามารถทราบได้ว่าทีมงานคนไหนได้รับผิดชอบงานใด และมีภาระงานแค่ไหน ทำให้คุณสามารถมอบหมายงานได้อย่างลงตัว และไม่ทำให้บางคนงานล้นมือจนเกินไป
  • สื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากข้อมูลของงานงานหนึ่งจะถูกผูกไว้กับตัวงานนั้นๆ เท่านั้น ส่งผลให้สิ่งที่ทีมพูดคุยหรือสื่อสารกันไม่หลุดโฟกัสไปไหน หรือเผลอไปคุยนอกเรื่องงาน โดยเฉพาะการใช้แอปแชตที่มักหลุดคุยเรื่องส่วนตัวกันเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Chat ที่คุณสามารถสร้าง Hashtag สำหรับหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงได้ด้วย (มีงานวิจับบอกว่าสูญเวลาทำงานไปถึง 6.3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพ)
  • พร้อม Work From Home ได้ทุกเมื่อ เนื่องจากไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนคุณก็สามารถเข้าถึงงานหรือติดตามความคืบหน้างานได้ทุกเมื่อ ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์เหมือนโควิด 19 อีก งานของคุณก็ไม่มีทางขาดช่วงอย่างแน่นอน
แนะนำ : คลิปการเริ่มใช้งาน ClickUp เพื่อ Work from Home แบบเร่งด่วน
  • ข้อมูลรวมศูนย์ เนื่องจาก ClickUp จะมีฟีเจอร์ในการสร้างเอกสาร หรือ เชื่อมต่อกับแอปเอกสารอื่น เช่น Google Drive หรือ OneDrive ซึ่งช่วยให้คุณเข้าถึงไฟล์หรือข้อมูลที่ต้องการในที่เดียว
  • ช่วยให้การทำงานสนุกขึ้น เพราะ ClickUp มีฟีเจอร์มากมายที่ช่วยให้สิ่งที่เคยยากนั้นง่ายขึ้น รวมถึง UI ที่น่าใช้งาน ที่จะทำให้การทำงานของคุณสนุกขึ้น และนอกจากนี้ยังได้รับความสุขเล็กๆ จากการที่คุณได้กด Complete งานด้วยตัวเองที่เปรียบเสมือนได้ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จ เหมือนการผ่านด่านในเกม
  • ลดภาระของสมอง เนื่องจากไม่ต้องจำสิ่งต่างๆ เช่น คำสั่งงาน, รายละเอียด, บทสนทนาในงาน, วันครบกำหนด หรือ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงาน เพราะข้อมูลทุกอย่างถูกเก็บไว้ให้หมดแล้ว
  • ลดความน่าเบื่อจากการทำสิ่งเดิมๆ ซ้ำๆ เนื่องจาก CilckUp มีฟีเจอร์ Templates ที่เป็นการโคลนนิ่งสิ่งที่เคยทำแล้วเก็บไว้ใช้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการทำงานหรือโครงการ, รายละเอียดงาน และอื่นๆ ที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องมาทำใหม่ทุกๆ ครั้งให้เสียเวาลา นอกจากนี้ หากงานใดต้องทำซ้ำๆ เป็นประจำก็สามารถตั้งค่าให้สร้างงานนั้นๆ ขึ้นมาใหม่อย่างอัตโนมัติตามวันเวลาที่กำหนดอีกด้วย
  • ลดความเครียดให้พนักงาน เมื่อคุณใช้ Project Management tool อย่างเช่น ClickUp สิ่งที่ได้มาแน่นอนคือความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงาน ทั้งในด้านการสั่งงานและการปฏิบัติงาน ทำให้พนักงานไม่ต้องกังวลในด้านความรับผิดชอบว่าใครต้องทำงานนี้กันแน่, ไม่ต้องเจอกับงานล้นมือ, หรือใครทำงานมากน้อยกันแน่ เพราะจะมีการเก็บข้อมูลไว้ทั้งหมดว่าใครทำงานใดไปแล้วบ้าง รวมถึงลดความน่าเบื่อจากงานซ้ำๆ จากที่พูดถึงในหัวข้อก่อน ซึ่งทั้งหมดอาจส่งผลให้พนักงานทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ และอาจลามไปถึงขั้น Burn Out หรือลาออกได้
  • ลด Context-Switching หรือ การเสียสมาธิจากการเปลี่ยนหน้าจอ เนื่องจาก ClickUp ต้องการแทนที่หลายๆ แอปไว้ในที่เดียว รวมถึงเชื่อมต่อข้อมูลกับแอปอื่นๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนหน้าจอไปมาทำให้เกิดการเสียสมาธิหรือหลุดโฟกัสในระหว่างนั้นได้ ซึ่งเคยมีงานวิจัยบอกว่า ถ้าเราเสียสมาธิจากงานหนึ่งแล้ว จะให้กลับมามีสมาธิอีกครั้งต้องใช้เวลาถึง 20+ นาที, งานวิจัยจาก University of California Irvine
  • ขจัด Silo ที่เกิดขึ้นระหว่างทีม เพราะข้อมูลการทำงานต่างๆ สามารถแชร์ถึงกันได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคงตั้งค่า Permission ในการเข้าถึงได้ด้วย
pdttg 2025 01 06 20 24 44

จุดเด่นหลักๆ ของ ClickUp

แอปเดียวอยู่

เคยไหมครับที่ใช้เครื่องมือหรือแพลตฟอร์มหลายๆ ตัว? จนทำให้คุณรู้สึกว่าขาดระบบระเบียบในการทำงาน หรือถึงขั้นทำให้สับสนว่างานอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง เวลาใช้งานแต่ละทีก็ต้องเปลี่ยนแอปไปมา มิหนำซ้ำยังต้องเสียเงินให้หลายๆ แอปอีก (หัวข้อถัดไป) ซึ่งปัญหาเหล่านี้ล่ะครับ คือสิ่งที่ ClickUp ต้องการแก้ไข จึงตั้งเป็นเป้าหมายว่า “One app replace them all” คือพยายามเพิ่มฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ที่แอปอื่นๆ มีให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ทุกอย่างสามารถใช้งานได้ในที่เดียวเลย คือบน ClickUp นั่นเอง

หากคุณต้องการศึกษาเพิ่ม ผมได้เขียนบทความไว้แล้ว ClickUp แทนที่แอปอะไรได้บ้าง

ประหยัดงบประมาณ

จากการที่เป้าหมายของ ClickUp คือ การพยายามแทนที่ทุกๆ แอปให้อยู่ในที่เดียว ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินให้กับหลายๆ แอป แค่จ่ายให้ ClickUp เจ้าเดียวก็เพียงพอแล้ว และยังช่วยคุณประหยัด Training cost ด้วย เนื่องจากอบรมการใช้งานแค่แอปเดียว ไม่ต้องอบรมหลายครั้งสำหรับหลายเครื่องมือ

นอกจากนี้ สิ่งที่ช่วยให้คุณประหยัดได้มากกว่าค่าแอปต่างๆ คือ การที่คุณลดเวลาสูญเปล่าในการทำงานลง ก็เท่ากับคุณสามารถลดค่าชั่วโมงการทำงานหรือค่าโอทีลงได้อีก เช่น ถ้าลดได้ 1 วันต่อสัปดาห์ ก็เท่ากับประหยัดไปได้ 20% แล้วครับ ถ้าลองเอาเงินเดือนพนักงานมาคำนวณดู คุณจะเห็นว่าการลงทุนแค่ 7$ หรือ 250 บาทต่อเดือน (ราคา ClickUp แผนเริ่มต้น) นั้นคุ้มค่าแค่ไหน

ขยายและเติบโตได้ง่าย

แม้ว่าตอนนี้คุณอาจจะเป็น Solopreneur หรือ Feelance ที่ต้องทำงานคนเดียวเป็นหลัก หรือแม้แต่ใช้แทน Planner เพื่อจัดการงานและชีวิตส่วนตัว (ซึ่งใช้แค่แผนฟรีก็เพียงพอ) แต่ในอนาคตหากคุณจะต้องเริ่มสร้างทีมของคุณเมื่อธุรกิจของคุณเติบโตขึ้น คุณก็ไม่จำเป็นต้องย้าย Tools เลย ไม่ว่าจำนวนสมาชิกจะเพิ่มจาก 1 ไป 2 จาก 2 ไป 5 จาก 5 ไป 10 จาก 10 ไป 100 หรือมากกว่านั้น เพราะใน ClickUp มีให้พร้อมทุกอย่าง เพียงแต่ต้องเพิ่มราคาหากคุณมีฟีเจอร์ที่จำเป็นต้องใช้งานในระดับที่สูงขึ้น

ปรับแต่งได้เยอะมาก คุยทั้งวันก็ไม่หมด

นอกจากการแทนที่ได้หลายแอปแล้ว อีกด้านที่เป็นจุดแข็งกว่า Project management tool ตัวอื่นๆ สำหรับ ClickUp คือการปรับแต่งได้หลากหลาย ซึ่งการปรับแต่งที่ว่า คือการปรับให้เหมาะสมตามการใช้งาน เช่น

  • สามารถปรับเพื่อให้ใช้งานได้กับโครงการทั้งแบบ Traditional หรือ Sprint
  • สามารถปรับเพื่อให้ใช้งานได้กับแผนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Developer, Maketing, Product Development, Operation, IT, Human Resource, Sale และอื่นๆ
  • สามารถปรับเพื่อให้เข้ากับประเภทหรือขนาดธุรกิจของคุณ ตั้งแต่ ในงานส่วนตัว (Personal Planner), ครอบครัว (Family Planner), Freelance, Solopreneur, SME, Startup , Agency ไปจนถึงระดับองค์กร

ซึ่งสิ่งที่ปรับแต่งได้บางส่วน มีดังนี้

  • ปรังแต่งโครงสร้างการทำงานได้ตามต้องการ ถ้ายกตัวอย่างก็เหมือนคุณมีออฟฟิศวิเศษที่ชื่อ ClickUp ที่คุณสามารถสร้างห้องทำงาน (Space) ได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว เพื่อให้คนกลุ่มต่างๆ มาทำงานร่วมกัน โดยอาจจะแยก ตามแผนก ตามสมาชิกในทีม ตามข้อมูลที่ต้องใช้งาน ตามลูกค้าที่ดูแล ตามสินค้าที่กำลังผลิต หรืออื่นๆ ตามความเหมาะสม และที่วิเศษขึ้นไปอีกคือ คุณสามารถสร้างห้องทำงานได้ไม่จำกัด
  • ปรับแต่ง Workflow การทำงาน (พูดถึงไปแล้ว)
  • ปรับแต่งฟิลด์ข้อมูลด้วย Custom Fields ที่ไม่จำกัดและมีให้เลือกมากถึง 21 ชนิดข้อมูล เช่น ยอดเงิน, วันที่, ไฟล์, ข้อความ, ข้อความสั้น, ข้อความยาว, เว็บไซต์ เป็นต้น ซึ่งชนิดข้อมูลเหล่านี้ผูกอยู่กับ Task ทำให้แต่ละ Task นำไปใช้จัดการงานได้แทบทุกประเภท
  • ปรับแต่งการแสดงผล View
  • ปรับแต่ง Dashboard เพื่อดูรายงานการทำงานต่างๆ ที่มี Cards ข้อมูลให้เลือกมากกว่า 40 ชนิด (เพิ่มเติมในหัวข้อ Dashboard)
  • ฯลฯ

ซึ่งถ้าจะให้ลองยกตัวอย่างการปรับแต่งให้ครบทุกสิ่งที่ปรับได้ 1 วันไม่จบจริงๆ นะครับ 😋

อัปเดตและพัฒนาเร็วและบ่อยมาก

ClickUp เป็น Tools ที่มีการอัปเดตบ่อยมากๆ เรียกได้ว่าในหนึ่งอาทิตย์คุณจะต้องเห็นการอัปเดตอย่างน้อย 1 จุด ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำถ้าไม่สังเกตให้ดี และบางครั้งเพื่อนในทีมบางคนอาจได้รับการอัปเดตแต่คุณไม่ได้รับ นั่นก็เพราะว่า เป็นรูปแบบในการทดลองนำฟีเจอร์ไปใช้งานจริงแบบสุ่ม ซึ่งเมื่อทดลองเปิดใช้แล้วไม่มีปัญหาหรือช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้นจริงๆ จึงจะอัปเดตให้ทุกๆ คนได้ใช้งานกันครับ และนี่ก็สอดคล้องกับเป้าหมายก็คือการพยายามแทนที่ทุกแอปในการทำงาน ทำให้เมื่อแอปอื่นมีฟีเจอร์อะไร ClickUp ก็ต้องรีบอัปเดตให้มีด้วย 😅

คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรีตลอดชีพสำหรับแผน Free Forever เลยครับ ถึงแม้จะฟรี! แต่ก็มีฟีเจอร์ให้ใช้งานได้มากกว่า 50% ของฟีเจอร์บนแผนพรีเมียมเลยนะครับ  
👉สมัคงง่ายๆ ได้ตามบทความนี่เลยครับ สมัครสมาชิก ClickUp

รีวิวฟีเจอร์ฟรี เด่นๆ

เนื่องจาก ClickUp มีคุณสมบัติหรือฟีเจอร์ให้ใช้งานทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน ดังนั้นผมจึงขอแยกฟีเจอร์ที่จะมาแก้ปัญหาเป็น 2 ส่วน เพื่อให้คุณเห็นภาพว่าแค่ฟีเจอร์ฟรีก็มีประโยชน์มากมาย และช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะเริ่มต้นทดลองใช้งานหรือไม่

และสำหรับ ClickUp แผนฟรี เขาให้ฟีเจอร์มาเกือบแทบจะทั้งหมดเลยครับ เรียกได้ว่ากว่า 70%+ ของฟีเจอร์ทั้งหมดคุณสามารถใช้ได้ฟรีเลย แถมคุณจะใช้งานกี่คนก็ได้ไม่จำกัดเลย ซึ่งทำให้ Tool อื่นที่เป็นคู่แข่งในแผนฟรีด้วยกันเอาชนะได้ยากมาก แต่ก็แลกมาด้วยการจำกัดบางอย่าง เช่น จำนวนครั้งการใช้งาน หรือความจุที่ 60MB แทนครับ ดังนั้น ถ้าคุณไม่เน้นเก็บไฟล์ต่างๆ คุณสามารถใช้ฟีเจอร์ได้เยอะมากและคุ้มสุดๆ เลยครับ สามารถศึกษารายละเอียดด้านราคาและฟีเจอร์เพิ่มเติมได้ที่ ClickUp Pricing รีวิวแต่ละแพ็กเกจ พร้อมวิธีคำนวณราคาและแนวทางการเลือก plan ให้คุ้มค่าเหมาะสม

ClickUp Hierarchy – โครงสร้างที่ช่วยให้เข้าถึงงานได้อย่างง่ายๆ

ClickUp Hierarchy workspace

Hierarchy หรือ ภาษาไทยจะเรียกว่าโครงสร้างแบบระดับชั้นครับ ก็คือโครงสร้างในการเข้าถึงงานต่างๆ ได้จากบนลงล่าง

  • โดยบนสุด คือ Workspace ที่จะเปรียบเสมือนบริษัทของคุณ หรือ ถ้าคุณใช้จัดการงานส่วนตัวก็จะเปรียบเสมือนชีวิตของคุณที่มีสิ่งต่างๆ ต้องจัดการ
  • ระดับรองลงมา คือ Space ครับ ที่จะเปรียบเสมือนแผนกต่างๆ ในการทำงาน เช่น Operation, Marketing, Production, Development เป็นต้น หรือถ้าคุณใช้ ClickUp เพื่อจัดการงานส่วนตัวแทน E-Planner ก็อาจใช้ชื่อว่า My Life หรือ My Planner ก็ได้ครับ
  • ระดับรองลงมาอีกจะเรียกว่า folder จะเป็นโฟลเดอร์ที่เก็บรวบรวมงานพวกเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น General, Accounting, Content Management เป็นต้น
  • และภายใต้ Folder จะมี List อยู่ครับ ซึ่งก็คือแหล่งรวม Task ประเภทเดียวกันเอาไว้ด้วยกันนั่นเอง เช่น To-Do, Event, Blog Post, Website Dev. เป็นต้น
Folder and List on planner
ภาพตัวอย่างคือ ClicKUp Hierarch ที่ใช้งาน Space แทน Planner ในการจัดการงานและชีวิตส่วนตัว

ซึ่งโครงสร้าง Hierarchy นี้คุณน่าจะคุ้นเคยและเข้าใจง่ายมาก เพราะว่าก็คือโครงสร้างเดียวกับการเก็บไฟล์บนคอมพิวเตอร์นั้นเอง ที่มีการจัดหมวดหมู่ในระดับ Drive ไปจนถึง Folder นั่นเอง

Task Management – จัดการงานได้อย่างครบครัน

ฟีเจอร์ Task Management ของ ClickUp เป็นหัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้จัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะกับทั้งการใช้งานส่วนตัวและการทำงานร่วมกันในทีม ฟีเจอร์นี้มีรายละเอียดดังนี้:

ฟิลด์ข้อมูลพื้นฐาน – หากเปรียบเทียบแล้ว Task ก็คือแบบฟอร์มในการกรอกข้อมูลงานหรือสั่งงานดีๆ นี่เอง โดยมีข้อมูลหรือฟิลด์ที่จำเป็นในการจัดการงานต่างๆ ดังนี้ Task Description, Due Date, Status, Assignee, Priority, Tag และ Relationships (เชื่อมโยงกับงานอื่นหรือ Doc อื่น) โดยข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดการงาน เพื่อให้คุณไม่ต้องมาจดจำรายละเอียดต่างๆ รวมถึงสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการติดตามความคืบหน้าของงานได้อย่างง่ายๆ เลย

Task Management - ClickUp

สำหรับสถานะหรือ Status งาน คุณสามารถปรับแต่ง Status ได้ตามต้องการเพื่อให้เหมาะกับ Work Flow ของคุณ นอกจากนี้ยังมี Status templates ให้เลือกใช้งานเพื่อไม่ต้องคิดเองอีกด้วย

Subtask – Task ใน ClickUp คืองานหลักที่สามารถแยกย่อยออกเป็น Subtasks ได้ เพื่อจัดการงานที่มีหลายขั้นตอนได้อย่างง่ายๆ ตัวอย่างเช่น Task คือ “เขียนบทความ” Subtasks ก็จะเป็น “วางโครงเรื่อง”, “เขียนเนื้อหา”, “แก้ไขงาน”, “เผยแพร่บทความ”, “แชร์ลง Socials” เป็นต้น

ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมากในช่วยแบ่งงานใหญ่ให้กลายเป็นขั้นตอนย่อย ทำให้ง่ายต่อการบริหารและติดตาม นอกจากนี้ แต่ละ Subtask สามารถกำหนดฟิลด์ข้อมูลของตัวเองได้เหมือนกับ Task เลยด้วย

Subtask - ClickUp

Checklists – ในแต่ละงานคุณอาจจะต้องมีการตรวจสอบอะไรบางอย่างก่อนที่จะ Complete งานนั้นๆ ไป คุณก็สามารถสร้าง Checklists ได้ง่ายเพื่อใช้ตรวจสอบงาน ตัวอย่างงาน “เขียนบทความ” ก็จำเป็นต้องมีการสร้าง Checklists เพื่อเช็คสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าทำแล้วหรือยัง เช่น “อัปโหลดรูปภาพหลักของบทความ”, “เลือกหมวดหมู่ให้บทความ”, “กำหนดวันเผยแพร่บทความ” เป็นต้น

Checklists - ClickUp

Task Dependency – คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาขจัดความสับสนในลำดับงาน และจะมาบังคับให้คุณและทีมทำงานเป็นขั้นเป็นตอน โดยคุณสามารถกำหนดได้ว่า งานใดต้องทำเสร็จ จึงจะทำงานอื่นได้ ดังนั้น ถ้างานก่อนหน้ายังไม่เสร็จหรือไม่ Complete คุณหรือทีมงานก็จะไม่สามารถ Complete งานนั้นๆ โดยจะมีการแจ้งเตือนให้คุณทราบทันที ถ้าคุณพยายามจะ Complete งานนั้น โดยที่งานก่อนหน้ายังไม่เสร็จสิ้น

Task Dependency

จากรูปไอคอนหยุด (สีแดง) จะเป็นการบอกว่างานนั้นๆ ต้องทำเสร็จก่อนงานอื่นๆ คือเป็นงานที่กำลัง Blocking งานอื่นอยู่ ส่วนไอคอนเตือน (สีเหลือง) จะบอกว่างานนั้นจำเป็นต้องรอ หรือ Waiting งานอื่นอยู่จึงจะทำการ Complete งานได้ ซึ่งถ้าใช้แผนพรีเมียมจะสามารถดูได้ง่ายกว่าในรูปแบบของ Gantt ที่มีลูกศรบอกขั้นตอนของงานชัดเจนดังภาพ

Gantt - ClickUp

Communication & Real Time Collaborative – สื่อสารและทำงานเป็นทีมได้อย่างราบลื่น

ฟีเจอร์ในหมวดนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่างมากในการทำงานเป็นทีม ทั้งในการการสื่อสารและการทำงานร่วมกับแบบออนไลน์เรียลไทม์ ซึ่งมีฟีเจอร์เด่นได้แก่

Comment – อย่างที่ผมได้พูดถึงไปบ้างแล้วว่า Comment คือฟีเจอร์ที่คล้ายๆ กับการ Comment บน Facebook เลย เพียงแต่คุณใช้ในการพูดคุยเกี่ยวกับงานนั้นๆ เท่านั้น โดยคุณสามารถคอมเมนต์ได้ทั้งใน Task, Subtask และใน Doc เลย และยังใช้ @Mention เพื่อแจ้งเตือนถึงสมาชิกคนอื่นก็ทำได้ หรือจะใส่ภาพ Giphy ก็ทำได้ อีกทั้งยังสามารถสร้าง Threaded Comment ที่เหมือนกับ Reply ของ Facebook ได้เช่นกัน รวมถึงยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการสื่ออารมณ์ในการสื่อสารคล้ายๆ กับ กดหัวใจหรือไลก์อีกด้วย

Threaded Comment - ClickUp

ซึ่ง Comment นี้จะช่วยให้คุณลดการสื่อสารที่กระจัดกระจายในช่องทางอื่น เช่น อีเมล์หรือแชต และยังรวมทุกความเห็นที่เชื่อมโยงกับ Task ไว้ในที่เดียว ทำให้ง่ายต่อการติดตามหรือหาข้อมูล

Activity Log – ประวัติการแก้ไขงานจะช่วยให้คุณและทีมสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของงาน โดยจะทราบว่าอะไรเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนโดยใคร เช่น การเปลี่ยน Status, การเปลี่ยน Due date, การแก้ไขชื่อ, การเพิ่ม Subtask, การเพิ่ม Checklist และประวัติการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการติดตามความคืบหน้างาน และเพิ่มความโปร่งใสหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ผิดพลาด ช่วยให้ตรวจสอบการแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง ซึ่ง Activity จะอยู่ที่บริเวณเดียวกับ Comment ดังภาพ

Activity Log - ClickUp

Real-Time Collaboration – ถ้าคุณเคยใช้งาน Google Doc หรือ Sheet ร่วมกับคนอื่น คุณคงจะเคยเห็นเวลาที่เพื่อนของคุณลากเมาส์ไปที่ใดหรือแก้อะไรก็จะเห็นด้วย ซึ่งสำหรับ ClickUp ก็ทำได้เช่นกัน ทำได้ทั้งใน Task Description, Docs และ Whiteboard ซึ่งเหมาะอย่างมากสำหรับการประชุมออนไลน์หรือการทำงานร่วมกันในโปรเจกต์

Real Time Collaboration - ClickUp

Chat – คุยงานให้จบในที่เดียว ลดงานหลุด ข้อมูลหาย เข้าใจไม่ตรงกัน (จบทุกปัญหาใช้ LINE คุยงาน)

เวลาทำงานเป็นทีม ปัญหาคลาสสิกที่เจอบ่อยมากคือ “คุยกันคนละที่ งานอยู่คนละที่” ครับ

แชตอยู่ในอีกแอป สรุปอยู่ในอีกไฟล์ แล้วค่อยไปสร้าง Task ใน ClickUp อีกที สุดท้ายคือข้อมูลกระจัดกระจาย และพอเวลาผ่านไปนิดเดียวก็เริ่มตามยากว่า “ตกลงกันไว้ยังไง ใครรับผิดชอบอะไร และต้องส่งเมื่อไหร่”

ClickUp Chat เป็นเหมือนการย้าย “วงคุยงาน” มาอยู่ในบ้านเดียวกับ Task และ Docs ครับ ทำให้ทีมลดการสลับเครื่องมือ และที่สำคัญคือคุยแล้วต่อยอดเป็นงานที่ติดตามได้จริง ไม่ใช่คุยแล้วหายไปกับแชต

สำหรับทีม/องค์กร ผมมองว่าประโยชน์หลักๆ คือ

  • ลดการสลับเครื่องมือ ทำให้ทีมโฟกัสกับงานได้ต่อเนื่องขึ้น (ไม่ต้องกระโดดไปมาหลายแอป)
  • คุยแล้วไม่หาย ย้อนกลับมาตามเรื่องได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเวลามีสมาชิกใหม่เข้าทีม หรือมีหลายโปรเจกต์วิ่งพร้อมกัน
  • เปลี่ยน “การคุย” ให้กลายเป็น “งานที่ติดตามได้” ช่วยลดปัญหา “คุยแล้วไม่มีใครทำ” เพราะประเด็นสำคัญสามารถถูกหยิบไปแตกเป็นงานต่อได้

สรุปคือ ถ้าทีมคุณเริ่มใหญ่ขึ้น งานเริ่มซับซ้อนขึ้น และเริ่มมีอาการ “สื่อสารเยอะแต่ตามไม่ทัน” ClickUp Chat จะช่วยให้การคุยงานเป็นระบบขึ้นมากครับ หรือถ้าใครเคยใช้ Slack เจ้า Chat นี่เหมือนเอา Slack มาติดปีกในด้านการบริหารงานเข้าไปเพื่อลดปัญหาในการทำงานมากยิ่งขึ้น แถมยัง Import ข้อมูลจาก Slack มาไว้ใน ClickUp ได้อีกด้วย

“ในเวอร์ชัน 4.0 ระบบ Chat ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่เป็นหน้าต่างหลักที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน และใช้ AI ช่วยสรุปแชตเป็น Task ได้แม่นยำสุดๆ”

Chat Feature - ClickUp

Chat Channel – คุยงานเป็นห้อง ลดงานกระจายคุยผิดหัวข้อ

ClickUp Chat ในรูปแบบ Chat Channel คือการคุยงานแบบ “แยกเป็นห้องตามทีม/โปรเจกต์/หัวข้อ” คล้าย Slack channel หรือ LINE group ทำให้การสื่อสารไม่ปนกันไปหมด และเวลาย้อนกลับมาตามเรื่องจะง่ายขึ้นมาก (โดยเฉพาะเวลามีหลายโปรเจกต์รันพร้อมกัน) บางทีมยังใช้แนวทางติดหัวข้อหรือแท็ก เช่น #ประกาศ #เร่งด่วน #โปรเจกต์A เพื่อให้ค้นและไล่ตามบทสนทนาได้ไวขึ้นด้วยครับ

หลายทีมพอเริ่มโตขึ้น สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่แค่งานเยอะครับ แต่คือ “คุยกันเยอะขึ้น” และถ้าการคุยกระจายไปหลายช่องทาง ข้อมูลสำคัญก็จะเริ่มหลุด เริ่มตามยาก และทำให้เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ถ้าอยากให้การสื่อสารอยู่ในที่เดียวกับงานจริงๆ ClickUp ก็มีอีกฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์มากๆ นั่นก็คือ ClickUp Chat ครับ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินใช้งานแอปแชตภายนอกอื่นๆ อีกเลย

แต่แน่นอนว่า การคุยอย่างเดียวไม่พอครับ เพราะพอมีการตัดสินใจ มีแนวทาง มีขั้นตอน หรือมีความรู้ที่ต้องเก็บไว้ใช้ซ้ำ ทีมก็ต้องมีที่ไว้บันทึกให้เป็นระบบ ซึ่งตรงนี้ ClickUp มีฟีเจอร์ Docs ที่ทำได้ดีมากๆ และเชื่อมกับงานได้แน่นมากครับ

Docs – สร้างเอกสารเก็บข้อมูลได้ไม่จำกัด

หลังจากคุยและตกลงกันแล้ว สิ่งที่ทำให้ทีมทำงานลื่นขึ้นอีกขั้นคือการมี “เอกสารกลาง” ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย และอัปเดตได้ทันที ซึ่ง ClickUp Docs คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้ทีมจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ได้แบบไม่จำกัด และยังเชื่อมโยงกับงานได้โดยตรงครับ

ClickUp Docs เปรียบเสมือนแหล่งเก็บเอกสารหรือข้อมูลของคุณได้ตามต้องการ โดยมี Text Editor มาให้ปรับแต่งได้อย่างสวยงาม ถ้าในด้านการทำงานก็เก็บได้ทั้ง Wiki บริษัท หรือ Template สำหรับ Workflow ต่างๆ และอื่นๆ ตามที่คุณจะคิดออก หรือหากจะใช้งานส่วนตัวก็สามารถใช้เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่จำเป็นสำหรับชีวิตได้ตามต้องการเท่าที่คุณจะจินตนาการได้

แต่ ClickUp Doc ก็ไม่ได้มีความสามารถในการจัดการเอกสารได้อย่างครบวงจรเหมือน Microsoft Word หรือ Google Doc อย่างเช่นคุณจะพิมพ์รายงานเล่มสวยๆ หรือ จัดหน้าสิ่งพิมพ์ แบบนี้โปรแกรมทั้งสองยังคงจำเป็นอยู่ครับ

Docs -ClickUp
ตัวอย่างที่ผมปรับแต่ง Doc เพื่อใช้ทำ Daily Reminder จากคอร์ส ClickUp Digital Planner

Notifications – แจ้งเตือนเพื่อไม่พลาดงานสำคัญ

การแจ้งเตือนใน ClickUp คุณยังสามารถตั้งค่าแจ้งเตือนได้ว่าต้องการให้เตือนก่อน Start Date นานแค่ไหน, หรือก่อน Due date นานแค่ไหน หรือ ถ้า Overdue มาแล้วจะให้เตือนซ้ำตอนไหน ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมาก เหมือนมีผู้ช่วยมาคอยเตือนให้คุณทำงานต่างๆ อย่างอัตโนมัติ และทุกครั้งที่มีการ Chat ก็จะมีการแจ้งเตือนเช่นกันซึ่งทำหน้าที่เหมือน Line เด้ง หรือ Messenger เด้งนั่นเองครับ

Notifications - ClickUp

Templates Everything – สร้าง Templates เก็บไว้ใช้ซ้ำ ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อน

ClickUp Template คือ ตัวโคลนนิ่งสิ่งต่างๆ ใน ClickUp มาเก็บไว้เพื่อนำมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ว่าก็คือ Space, Folder, List, Task, Checklist, Doc, View และ Whiteboard รวมถึงคุณสมบัติของไอเทมอย่าง Statuses และ Automations ด้วย

ลองนึกภาพว่าคุณได้ทำโครงการที่มีขั้นตอนมากกว่า 100 ขั้นตอนและมีสถานะงานนับ 10 สถานะ แล้วหลังจากที่คุณทำโครงการนั้นแล้วเสร็จไปกว่า 1 ปี หัวหน้าของคุณก็ให้คุณทำโครงการแบบเดียวกันอีกครั้ง ถ้าบริษัทของคุณใช้รูปแบบเอกสารคุณก็ต้องนำเอกสารโครงการนั้นมาปรับแก้ไขเพื่อใช้กับโครงการใหม่ ซึ่งกว่าจะเริ่มโครงการใหม่ได้ใช้เวลาไม่น้อยแน่ แต่ถ้าคุณใช้งาน Templates ทุกขั้นตอนและทุกสถานะ จะกลับมาให้คุณใช้งานได้ภายในไม่กี่วินาที

หรือตัวอย่างง่ายๆ ของตัวผมเอง เช่น การจะเขียนหนึ่งบทความ สมมติว่ามีขั้นตอนประมาณ 10 ขั้นตอน ถ้าผมไม่ใช้ Template ผมก็ต้องมาเขียนขั้นตอนใหม่ทุกๆ ครั้งที่จะเริ่มเขียนบทความ ซึ่งเสียเวลาโดยไม่จำเป็น แถมบางครั้งทำให้ขั้นตอนใดตกหล่นไป ทำให้เสียงานไปอีก

ดังนั้น Templates จึงเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยลดเวลาทำงานเป็นอย่างมากครับ รวมถึงลดการทำงานซ้ำซ้อนที่น่าเบื่ออีกด้วย

ClickUp Template
โดย CickUp มี Templates ให้เลือกใช้งานกับงานประเภทต่างๆ นับ 1,000 Templates

ติดตามงานหรือโครงการด้วย View

View คือการแสดงงานทั้งหมดให้คุณเห็นในระดับต่างๆ (จากหัวข้อ ClickUp Hierarchy) ดังนี้ เช่น

  • List – จะแสดงงานทั้งหมดที่อยู่ใน List นั้นๆ
  • Folder – จะแสดงงานทั้งหมดที่อยู่ในทุกๆ Lists ที่อยู่ใน Folder นั้นๆ
  • Space – จะแสดงงานทั้งหมดที่อยู่ในทุกๆ Lists ที่อยู่ใน Space นั้นๆ
  • Everything – ระดับสูงสุดที่จะแสดงทุกๆ งานหรือ Tasks ที่มีอยู่ใน Workspace ของคุณ

ซึ่ง ClickUp มี View ให้เลือกหลากหลาย เพื่อใช้กับวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน เช่น

ClickUp View
  • List – มุมมองที่ง่ายที่สุดในรูปแบบ To-Do List ที่คุณสามารถจัดกลุ่มได้ตามต้องการ เช่น สถานะงาน, Due date, Assignee, Priority, Tag เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถจัดเรียงงานได้ตามค่าสูง-ต่ำของฟิลด์ข้อมูลที่ต้องการได้อีกด้วย
  • Board – แอปอื่นๆ อาจจะเรียกว่า Kanban ซึ่งจะแสดงงานในรูปแบบคอลัมน์ที่สามารถแบ่งได้ด้วยสถานะ เพื่อดูภาระงานในแต่ละสถานะว่ามีจำนวนเท่าใด รวมถึงยังแบ่งคอลัมน์ตามฟิลด์ข้อมูลอื่นๆ ที่คุณต้องการ ได้อีกด้วย
  • Calendar – มุมมองปฏิทินที่คุณน่าจะคุ้นเคยกันดี ที่ช่วยให้คุณดูงานในแต่ละวันได้ในรูปแบบปฏิทิน ถ้าคุณยังใช้กระดานไวท์บอร์ดแทนปฏิทินงานอยู่ Calendar View นี้คือตัวเลือกที่ดีมากๆ ทั้งยังสามารถปรับการแสดงผลเป็นระดับ Weekly, 4 Days และ Daily อีกด้วย เพื่อให้เหมาะกับการวางแผนในแต่ละช่วงเวลา และถ้าคุณใช้ ClickUp เพื่อจัดการงานส่วนตัว View นี้เหมาะอย่างยิ่งในการใช้ทำ Planner ต่างๆ เช่น Monthly Planner, Weekly Planner หรือ Daily Planner
    • นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อปฏิทินเข้ากับ Google Calendar ได้อีกด้วย
  • Doc – ก็คือฟีเจอร์ Doc ที่ผมได้พูดถึงไปแล้วนั่นเองแต่คุณสามารถผูกมันไว้กับ LIst ได้
  • Table – มุมมองในรูปแบบตารางหรือ Spread Sheet เพื่อช่วยให้คุณแก้ไขฟิลด์ข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น (แต่ฟีเจอร์ไม่ได้ครบครันเหมือนกับ Google Sheet หรือ Excel นะครับ)

**View ที่ผมพูดถึงในหัวข้อนี้เป็นเพียงฟีเจอร์ฟรีเท่านั้น

Whiteboards – Brainstorm รวมกันแบบเรียลไทม์แม้อยู่คนละที่

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ใช้งานสนุกและสร้างสรรค์ ก็คือ Whiteboard ฟีเจอร์นี้ก็ตรงตามชื่อเลยครับ จะเปรียบเสมือนกระดานว่างๆ ให้คุณใส่อะไรก็ตามลงไปก็ได้ตามใจนึก ตั้งแต่การวางด้วยมือ, ใส่รูปภาพ, การใส่ Shapes, การใส่ลูกศรเพื่อทำ Diagram หรือ Flow Chart, ใส่ Post it, ใส่ Text หรือแม้แต่จะใช้ Tasks หรือ Docs ก็สามารถทำได้

หากทำงานเป็นทีม ที่เหมาะที่สุดก็คือ การใช้ Brainstorm ไอเดียต่างๆ ครับ

Whiteboards - Brainstorm

หรือหากใช้งานส่วนตัวก็สามารถดัดแปลงมาทำ Vision Board ได้ (สำหรับแผนฟรี ใช้ได้ 3 Whiteboards และไม่จำกัดความจุของภาพที่อยู่ในนั้นอีกด้วย)

Whiteboards - Vision Board
หนึ่งในฟีเจอร์ของคอร์ส ClickUp Digital Planner

Search Center – ค้นหาทุกอย่างได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

ฟีเจอร์นี้ใช้งานง่ายๆ เหมือนระบบค้นหาทั่วไป ด้วยการกรอกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ แต่แฝงไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่ เพราะสามารถค้นหาได้ทั้งงาน, เอกสาร, ไฟล์, Whiteboard, สมาชิกในทีม หรือแม้แต่ข้อความในแชตหรือคอมเมนต์ 😮 และฟีเจอร์นี้จะยิ่งมีประโยชน์มากๆ หากคุณใช้งานมาแล้วระยะหนึ่งจนมีงานและข้อมูลจำนวนมาก การจะมาไล่หาดูก็คงไม่ใช่เรื่องที่ Productive นัก

My work – ดูงานตลอดวันได้ง่ายๆ ในที่เดียว

มาถึงฟีเจอร์ฟรีสุดท้ายที่อยากแนะนำ เรียกได้ว่าเป็นหน้ารวมงานในแต่ละวันของคุณที่เอาไว้ในป๊อปอัปขนาดกำลังดีอันเดียว แถมยังสามารถดูในมุมมองของปฏิทินได้อีกด้วย และข้อดีมากๆ ที่มันเป็นป๊อปอัป ก็คือ ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ใน Task ไหน หรือเขียนเนื้อหาอยู่ใน Doc ไหน คุณก็สามารถเปิดมันได้ในทุกๆ หน้าเลย

My work - ClickUp

จะเห็นว่าแค่ฟีเจอร์ฟรีก็สุดยอดมากพอที่จะช่วยให้คุณทำงานหรือโครงการเล็กๆ ดำเนินไปได้อย่างราบลื่นและประหยัดเวลาสุดๆ แล้ว หากสนใจสามารถสมัครสมาชิก ClickUp ได้ฟรีเลยครับ

นอกจากนี้ ทางเรายังได้มีคอร์สสอนเริ่มต้นใช้งาน ClickUp แผนฟรีให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด เพื่อช่วยบริหารงานและชีวิตได้ครบ จบในที่เดียว โดยในคอร์สจะพาคุณไปใช้งาน ClickUp ในรูปแบบ Digital Planner พร้อมกับมี Templates ให้เริ่มต้นใช้งานกันได้ง่ายๆ แถมให้ด้วยครับ

รีวิวฟีเจอร์พรีเมียม เจ๋งๆ

หลักๆ แล้วแผนระดับพรีเมียมของ ClickUp นั้นจะเน้นไปที่การรองรับการทำงานเป็นทีมและงานที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น โดยเพิ่มการปรับแต่งได้มากขึ้นและฟีเจอร์ขั้นสูง

Unlimited Storage & Space – ไม่จำกัดความจุอีกต่อไป

หากคุณรู้สึกขัดใจที่แผนฟรีมีข้อจำกัดให้ใช้ความจุได้เพียง 60MB แค่คุณอัปเกรดมาแผนแรกที่ราคา 7$ ต่อเดือน คุณก็สามารถใช้งานได้ไม่จำกัดความจุอีกต่อไปแล้วครับ นอกจากนี้ ยังสามารถสร้าง Space ได้ไม่จำกัดอีกด้วย เรียกได้ว่า ถ้า Space แทนแต่ละแผนก บริษัทของคุณก็มีแผนกได้ไม่จำกัดเลยครับ

Custom Fields – สร้างระบบจัดการงานที่ปรับแต่งได้ตามใจคุณ

สำหรับบางงานการจัดการงานด้วยฟิลด์ข้อมูลพื้นฐานอาจไม่เพียงพอ ก็ถึงเวลาของฟีเจอร์ Custom Fields จะได้ออกโรง เพราะสามารถให้คุณเพิ่มข้อมูลเฉพาะงานได้ตามความต้องการมากขึ้นด้วยฟิลด์ประเภทต่างๆ ดังภาพด้านล่างนี้

Custom Fields - ClickUp - 1
Custom Fields - ClickUp - 2
Custom Fields - ClickUp - 3

ซึ่งการที่มีฟิลด์ให้ใช้งานหลากหลายประเภทจะช่วยให้การนำไปใช้งานยืดหยุ่นอย่างมาก ซึ่งอาจจะไม่ต้องใช้ Task เพื่อเก็บข้อมูลงานอีกต่อไป ถ้าคุณใช้ Custom Field – Email ร่วมด้วย คุณก็สามารถใช้เก็บฐานข้อมูลลูกค้าแทนได้ หรือจะใช้ฟิลด์อื่นๆ เพิ่มไปอีกเพื่อเก็บเป็นรายการคำสั่งซื้อก็สามารถทำได้

Example Using Custom Fields for Customer Contact Form

และการใช้งาน Custom Field ให้กับงานก็จะช่วยให้การติดตามงานทำได้ง่ายขึ้น ด้วยการแสดงผลแบบ Visualization มากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบ List View และ Board View (นอกจากนี้ยังช่วยให้สวยงามและสบายตายิ่งขึ้นด้วย

Custom Fields - List View
ตัวอย่าง List View ที่ใช้ Custom Fields
Custom Fields - Board View
ตัวอย่าง Board View ที่ใช้ Custom Fields

นอกจากนี้การใช้ Custom Fields ยังเป็นตัวช่วยในการสร้าง Workflow ของงานให้เข้าใจง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งการใช้สถานะงานเพื่อบอกถึงกระบวนการที่กำลังทำอยู่ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้ Custom Fields เข้าช่วย ตัวอย่างเช่น “การทำคลิปลง Youtube” สถานะงานอาจจะคือ “Editing” แต่คุณและทีมก็ไม่ทราบว่าทำมาแล้วกี่ Draft ดังนั้นการสร้าง Custom Fields เพื่อช่วยระบุว่าคือ Draft ที่เท่าไหร่ ก็จะมีประโยชน์อย่างมาก

ซึ่งเท่านี้ก็ทำให้คุณปรับแต่ง Workflow ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดเลยครับ ว่าคุณจะใช้ ClickUp ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็น Content Managment, CRM, HR, Development, Knowledge Management และอื่นๆ

Time Tracking & Timesheets – ติดตามและจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ

ในโลกที่เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่า Time Tracking ใน ClickUp ช่วยให้คุณติดตามเวลาที่ใช้ในแต่ละงานได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องเดาอีกต่อไปว่าคุณหรือทีมเสียเวลาไปกับอะไร! เพียงแค่จับเวลาในการทำงานในทุกๆ Tasks หรือ Subtasks

จากนั้นก็เข้าดูสรุปงานได้ผ่าน Timesheets ที่สรุปเวลาทำงานในรูปตาราง ที่คุณสามารถดูได้ว่า ใครทำอะไรเวลาใดบ้าง และเมื่อคุณทราบข้อมูลเหล่านี้คุณสามารถทราบถึงปัญหา และแนวทางปรับปรุงกระบวนการสั่งงานให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับฟรีแลนซ์ Project Manager หรือใครก็ตามที่ต้องการเข้าใจภาพรวมของการใช้เวลาในทุกมิติ

member Timesheets

Gantt View – จัดการโปรเจกต์ได้อย่างมีระเบียบและง่ายดาย

วางแผนโปรเจกต์อย่างมืออาชีพด้วย Gantt View ฟีเจอร์ที่ทำให้คุณเห็นไทม์ไลน์ทั้งหมดในมุมมองเดียว ตั้งแต่กำหนดการเริ่มต้นจนถึงวันส่งงาน ไม่เพียงแค่นั้น คุณยังสามารถปรับเปลี่ยนกำหนด Start date, Duedate และ Dependency ระหว่างงานได้อย่างง่ายดายด้วยการลากและวาง ทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจบทบาทและความคืบหน้าของโปรเจกต์ได้ทันที

Gantt View - Click Up

Timeline View – ดูภาพรวมของงานได้ง่ายๆ ในหน้าเดียว

ด้วย Timeline View ที่มีความคล้ายกับ Gantt แต่ตัดสิ่งไม่จำเป็นต่างๆ ออกไปจนหมด เหลือไว้แค่งานเท่านั้น ทำให้คุณสามารถเห็นภาพรวมของตัวงานที่สัมพันธ์กับวันที่ได้อย่างชัดเจน และจุดเด่นอีกอย่างก็คือคุณสามารถปรับเปลี่ยน Start Date และ Duedate ได้ในพริบตาเพียงลากมัน

Timeline View - ClickUp

Team View (เดิมชื่อ Box View) 

ฟีเจอร์นีคือตัวช่วยให้คุณเห็นประสิทธิภาพการทำงานของคนทีมว่าพวกเขาทำงานเสร็จแค่ไหน มีงานค้างแค่ไหน สิ่งที่พวกเขาทำสำเร็จคืองานอะไร และนอกจากนี้ถ้าเห็นว่าทีมงานคนใดว่างงานอยู่หรือใครมีงานเยอะเกินไป ก็สามารถโยกย้ายงานจากอีกคนได้ง่ายๆ เพียงลากวาง

team(box) view
ภาพจาก ClickUp Features – View

Workload – แบ่งงานได้ง่ายและไม่ Overload

ถ้าคุณไม่อยากให้ทีมของคุณทำงานหนักจนเกินไป Workload View คือตัวช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของภาระงานที่แต่ละคนได้รับ คุณสามารถปรับการแบ่งงานให้เหมาะสมกับกำลังของสมาชิกในทีม ทำให้ทีมทำงานอย่างสมดุล มีพลัง และลดโอกาสการ Burnout ได้อย่างชัดเจน

ซึ่งการแบ่งงานจะแสดงในมุมมองที่คล้ายๆ กับ Timeline แต่จะมีชื่อคนทีม และ Meter ของแต่ละวันเพื่อบอกว่า แต่ละคนมีภาระงานแค่ไหนแล้ว เช่น สีเขียนอ่อนคือไม่มีงาน, สีเขียวคืองานกำลังดี, สีส้มคืองานเต็มพอดี, สีแดงคืองานล้นหรือ Over เกินไป ต้องปรับใหม่

clickup workload

และในมุมของ Project Manager การแบ่งงานด้วย Workload View เป็นอะไรที่ผมรู้สึกว่าง่ายและสนุกมากเลยครับ (ที่บอกว่าสนุก เพราะผมรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกม Tetris เพื่อเติมเต็มงานให้กับช่องว่างๆ ของคนในทีม แต่ก็ต้องระวังอย่าให้งานล้นจนเกม Over ครับ 😄)

Pulse – ตรวจสุขภาพทีมด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์

รู้ไหมว่าใครกำลังทำอะไรอยู่ และทีมของคุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน? Pulse จะช่วยคุณติดตามสถานการณ์ทีมแบบเรียลไทม์ คุณสามารถดูได้ว่าใครกำลังยุ่งกับงานใด และใครที่พร้อมรับงานใหม่ ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับผู้จัดการที่ต้องการวิเคราะห์การทำงานของทีมในทุกแง่มุม

Pulse - ClickUp

Files Integrations – รวมศูนย์ไฟล์ต่างๆ

คุณสามารถเชื่อมต่อเพื่อค้นหาและเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้จากที่เดียว ไม่ว่าไฟล์ของคุณจะอยู่บน Google Drive, Dropbox, Box หรือ OneDrive ก็ตาม

Files Integrations

Dashboard/Report – ติดตามทุกความคืบหน้า

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิเคราะห์หรือหัวหน้าทีม ฟีเจอร์ Dashboards ก็จะช่วยให้คุณมองเห็นข้อมูลสำคัญในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ โดยมี Card ที่สามารถดึงข้อมูลที่ต้องการมาแสดงได้ในหน้าเดียว

ตั้งแต่ Card ที่แสดงผลในด้านการทำรายงาน เช่น Line Chart, Bar Chart, Pie Cart, Battery Chart หรือ Card ที่เป็นฟีเจอร์พิเศษของ ClickUp เช่น Task List, Portfolio, Docs, Workload, Time Reporting, Text Block, Embed, Calculation และอื่นๆ อีกหลายสิบ Card

นอกจากนี้ยังมี Card ที่สามารถดึงข้อมูลมาจากภายนอก เช่น จาก Google Doc, Google Sheet, Youtube, Figma, inVision, TypeForm หรือ Miro มาแสดงใน Dashboard ได้ด้วย

เรียกได้ว่าคุณสามารถออกแบบ Report ในหน้า Dashboard ของคุณได้หลากหลายตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเลย

personal productivity
ภาพจาก clickup.com

Goals – เปลี่ยนเป้าหมายใหญ่ให้กลายเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้

ฟีเจอร์ Goals ใน ClickUp ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณและทีมสามารถตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและติดตามความคืบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบของ OKRs เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายใหญ่ (Main Goal หรือ Objective) และแบ่งเป็น Key Results ซึ่งช่วยให้คุณสามารถจัดการเป้าหมายในระดับย่อย เช่น เพิ่มยอดขาย, ติดตามงานที่ค้างอยู่, หรือบรรลุเป้าหมายส่วนตัว

Key Results เหล่านี้ คุณยังสามารถเชื่อมโยงกับ Task หรือ Project ที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง ทำให้เมื่องานมีความคืบหน้า Gaols ก็จะอัปเดตความคืบหน้าด้วย ช่วยลดความยุ่งยากและเพิ่มความแม่นยำในการติดตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้ง Deadline, กำหนด Priority, และมอบหมายเป้าหมายให้กับสมาชิกทีมได้ ทำให้ทุกคนมีความชัดเจนในบทบาทและหน้าที่อีกด้วย

ฟีเจอร์ Goals ยังมาพร้อมกับกราฟและแถบแสดงความคืบหน้าที่สวยงามและเข้าใจง่าย สร้างแรงจูงใจให้ทีมได้เห็นความสำเร็จที่ใกล้เข้ามา ทั้งหมดนี้ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบและเห็นผลชัดเจนในทุกก้าวที่คุณและทีมของคุณเดินไปสู่ความสำเร็จครับ! 🚀

goals folder
ภาพจาก clickup.com

Automation – เพิ่มสปีดและลดข้อผิดพลาดในการทำงาน

Automation คือตัวช่วยสำคัญในการลดงานซ้ำๆ และความผิดพลาดจากมนุษย์ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยให้ทีมของคุณสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่สำคัญได้อย่างเต็มที่

Automation ทำงานโดยใช้โครงสร้าง 3 ส่วนหลัก คือ Trigger (จะให้ทำงานเมื่อใด), Condition (เมื่อมีเงื่อนไขอะไร), และ Action (ให้ทำอะไร) ตัวอย่างเช่น

เมื่อมีการสร้าง Task ใหม่ขึ้นมา (Trigger) แต่ไม่มีการระบุ Assignee (Condition) ให้ Comment ถึงหัวหน้าทีมเพื่อมาตรวจสอบ (Action)

Automation - ClickUp

จากตัวอย่างข้างต้นแม้จะเป็นตัวอย่างง่ายๆ แต่ก็ช่วยป้องกันไม่ให้งานนั้นหายไปในหลุมดำ เพราะต่อให้คุณระบุรายละเอียดงานจนครบถ้วนทุกอย่าง แต่ลืมระบุ Assignee งานนั้นก็จะไม่มีใครทำนั่นเอง จึงแจ้งหัวหน้าทีมหรือผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบการทำงานให้มาตรวจสอบอีกครั้ง

โดย Automation สามารถตั้งค่าได้มากมายเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละ Workflow หรือแต่ละทีม อีกทั้ง Automation ยังสามารถเชื่อมโยงกับแอปภายนอก เช่น Bugsnag, Calendly, Email, GitHub, HubSpot, Twilio เพื่อขยายขอบเขตการทำงาน

Custom Automation - ClickUp

นอกจากนี้ ทุกกระบวนการที่ Automation ทำ จะถูกบันทึกใน Activity Log ทำให้สามารถติดตามย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส Automation ยังช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน ลดความผิดพลาด และสร้าง Workflow ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของทีม ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจเล็กหรือทีมงานใหญ่ ฟีเจอร์นี้จะช่วยให้การทำงานเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากคุณต้องการประหยัดเวลาและเพิ่ม Productivity ของทีม ฟีเจอร์ Automation ใน ClickUp คือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณ! 🚀

ClickUp AI

ตอนนี้เวลานี้ไม่พูดคำว่า AI ไม่ได้เลย โดยเฉพาะกับอะไรที่ช่วยเพิ่ม Productivity เพื่อให้การทำงานมีความอัตโนมัติ ซึ่ง CilckUp บอกว่าเพิ่ม Productivity ขึ้นได้มากกว่า 30% เรียกได้ว่า ยิ่งง่ายและครบวงจรมากขึ้นไปอีก

ปัญหาของทีม/องค์กรส่วนใหญ่ไม่ใช่แค่ “งานเยอะ” ครับ แต่คือข้อมูลมันอยู่หลายที่มาก ทั้งใน Task, comment, Docs, Chat รวมถึงไฟล์และเครื่องมืออื่นๆ ทำให้เวลาจะตามงานหรือสรุปสถานะ ต้องใช้คนไล่อ่าน ไล่ถาม และสรุปมืออยู่ตลอด

ClickUp AI เวอร์ชันล่าสุด (ภายใต้ชื่อ ClickUp Brain) ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “ผู้ช่วยของทีม” ที่ช่วยเชื่อม คน งาน และความรู้ เข้าด้วยกัน แล้วเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ใช้ทำงานต่อได้จริง เช่น สรุปให้, ร่างให้, หาให้, และช่วยทำแอ็กชันในระบบได้บางส่วน

image

สิ่งที่ “ทีม” มักได้ประโยชน์ชัดๆ มีประมาณนี้ครับ

1) สรุปงานและความคืบหน้าให้เร็ว (โดยไม่ต้องเปิดไล่ทีละ Task)

ทีมที่มีหลายโปรเจกต์พร้อมกัน มักเสียเวลาไปกับการ “ตามงาน” เยอะมาก ClickUp Brain ช่วยสรุปบริบทและความคืบหน้าได้เร็วขึ้น เช่น สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นในงาน, สรุปเธรดคอมเมนต์ยาวๆ, หรือสรุปเอกสารให้เห็นสาระสำคัญก่อนลงรายละเอียด

2) ทำ StandUp และ Team Update แบบใช้ข้อมูลจริง ลดการสรุปมือ

สำหรับทีมที่ต้องรายงานความคืบหน้าประจำ ClickUp Brain สามารถช่วยเขียน StandUp หรือ Team update จากกิจกรรมการทำงานในช่วงเวลาที่เลือกได้ ทำให้หัวหน้าทีมและผู้บริหารเห็นภาพเร็วขึ้น และลดภาระการ “รวบรวมรายงาน” จากหลายคน

3) ทำรายงานบน Dashboard ด้วย AI Cards (เหมาะกับทีมที่ต้องมีภาพรวมตลอด)

ถ้าทีมคุณใช้ Dashboard อยู่แล้ว อีกจุดที่น่าสนใจคือ AI Cards ที่ช่วยสร้างสรุป/อัปเดต/Executive summary ในมุมรายงานได้ ทำให้หน้าดูสถานะโปรเจกต์ “อ่านง่ายขึ้น” และตอบคำถามผู้บริหารได้ไวขึ้น

4) ยกระดับจาก “AI ช่วยพิมพ์” ไปเป็น “AI ช่วยทำงาน” ด้วย Agents และ AI Hub

ในแนวทางใหม่ของ ClickUp Brain มีเรื่อง Agents และ AI Hub เข้ามา ซึ่งเหมาะกับทีมที่อยากให้การทำงานเป็นมาตรฐานมากขึ้น เช่น ให้ AI ช่วยตอบคำถามซ้ำๆ, ช่วยสรุป, ช่วยทำงานตามขั้นตอนที่กำหนด หรือช่วยทำงานแบบมีทริกเกอร์บางอย่าง (แนวอัตโนมัติ)

สำหรับเวอร์ชัน 4.0 AI มีความเป็น “Autonomous AI Agents” (AI ที่ทำงานแทนเราได้เอง) มากขึ้น เช่น AI สามารถทำ Automation ได้ลึกขึ้น, ช่วยตอบคำถามจากบริบทของงานทั้งองค์กร (Knowledge Management) และทำแอ็กชันตามเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้เอง

และที่ผมใช้และว้าวมากในด้าน Agent คือเขาช่วยคุณสร้าง Task ปรับแก้ข้อมูลใน Task, ย้าย Task, คำนวน Time Estimate , หรือแม้กระทั้งทำงานตาม Task บางอย่างก็ทำได้ และอื่นๆ อีกเยอะเลยครับ เหมือนมีเลขามาเพิ่มอีก 1 คน ทีช่วยคุณจัดการงานใน Workspace ได้หลากหลาย

5) เชื่อมต่อกับแอปภายนอกได้มากมาย

นอกจากนี้ ClickUp AI ยังเข้าถึงข้อมูลของคุณได้จากแอปเหล่านี้ด้วย เพียงแค่ทำการเชื่อมต่อ เช่น

  • Google Calendar
  • Slack
  • Google Drive
  • OneDrive
  • Box
  • Confluence
  • Dropbox
  • GitHub
  • Jira
  • Outlook Mail
  • Gemini
  • SharePiont
  • เป็นต้น

หรือคุณจะใช้แค่แชทอย่างเดียวก็มี Modle รุ่นใหม่ให้เลือกมากมายเช่น

image

ClickUp เหมาะกับใคร

แยกตามสาขาอาชีพ

  • บุคคลทั่วไป – ใช้จัดการงานและชีวิตส่วนตัว โดยใช้แทน Digital Planner
  • นักเรียนนักศึกษา – ใช้จัดการงานกลุ่ม หรือ โปรเจกต์จบ
  • พนักงานประจำ – ใช้บันทึกงาน วางแผนงาน และจัดการในทุกมิติของงานตัวเอง
  • ฟรีแลนซ์ – ใช้บริหารงานที่ทำกับลูกค้า, เก็บข้อมูลลูกค้า และการจัดการงาน Operation ต่างๆ
  • หัวหน้าทีม – ใช้บริหารจัดการและสั่งการลูกทีม
  • หัวหน้าโครงการ – ใช้บริหารโครงการต่างๆ
  • ผู้ประกอบการ และ SMEs – ใช้บริหารจัดการงานและธุรกิจแบบรอบด้าน

แยกตามทีมหรือแผนก

  • Project Management – ใช้ในการจัดการวางแผนและติดตามโครงการ, การจัดการงาน, การทำงานเป็นทีม และการจัดทำรายงาน ซึ่งจัดการได้ตั้งแค่โครงการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่
  • Product Development – ใช้ในการวางแผนสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วย Scrum และ Agile, การติดตามงานพัฒนา, การเชื่อมต่อกับเครื่องมือพัฒนา เช่น GitHub และการ Brainstorming
  • Operations – ใช้จัดการกระบวนการทำงานต่างๆ , การวางแผนงาน และการทำรายงาน
  • IT – ใช้จัดการกระบวนการแก้ปัญหา, การเชื่อมต่อเครื่องมืออื่น เพื่อสร้างการแจ้งเตือน เช่น Zapier หรือการใช้ Automation เพื่อลดงานซ้ำๆ ที่มักพบเจอ
  • Marketing – ใช้ในการวางแผนและจัดการแคมเปญ, สร้างเนื้อหา, การติดตามผลลัพธ์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีม
  • Human Resource – ใช้ในการจัดการการสรรหาบุคลากร ตั้งแต่การสร้างแบบฟอร์มสมัครงาน, สร้าง Workflow Onboarding, การประเมินความสามารถพนักงานด้วยฟีเจอร์ในการแบ่งงานและติดตามงานที่ได้พูดถึงไปแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการเก็บข้อมูลพนักงานและจัดทำเอกสารด้วย
  • Sales – ติดตามลูกค้าเป้าหมาย (Leads) โดยใช้ CRM Pipelines, การวางแผนการขาย, ติดตามดีลด้วย Automation ที่สามารถเชื่อมต่อกับ HubSpot ได้ และสามารถใช้ Dashboard เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายในแง่มุมต่างๆ ได้อีกด้วย
  • เป็นต้น

ข้อจำกัดของ ClickUp

  • ด้วยการที่ ClickUp พยายามพัฒนาระบบให้ดีขึ้นด้วยการอัปเดตบ่อยครั้ง แต่มันก็ส่งผลเสียด้วยเช่นกัน คือถ้าคนที่มักยืดติดการการใช้งานแบบเดิมๆ ไปตลอด จะไม่ชอบในส่วนนี้มากๆ เช่น การย้ายปุ่ม เมื่อเข้าไปใช้งานอีกทีทำให้หาปุ่มไม่พบ ซึ่งจริงๆ เป้าหมายของ ClickUp ก็คือเขารู้ว่าย้ายไปตรงไหนเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่า แต่ในช่วงแรกๆ คุณอาจหงุดหงิดได้ แต่พอใช้ไปไม่เกิน 1 วันคุณก็จะชินและรับรู้ได้เองว่าของใหม่ดีกว่าของเก่า และในอดีตอาจจะมีปัญหาเรื่องบั๊กและการโหลดช้าบ้างเมื่อมีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่ตั้งแต่เวอร์ชัน 3.0 มาจนถึง 4.0 ทาง ClickUp ได้รื้อโครงสร้างหลังบ้านใหม่ ทำให้ปัจจุบันทำงานได้ลื่นไหลและเสถียรขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
  • แม้การใช้งาน ClickUp นั้นจะเริ่มต้นได้ไม่ยากนัก แต่หากต้องการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพจริงๆ ต้องแลกมาด้วยเวลาเรียนรู้ (Leaning Curve) ที่สูง เนื่องจาก ClickUp สามารถปรับแต่งได้หลากหลายเพื่อตอบโจทย์หลาย Workflow, หลายแผนก หรือรูปแบบธุรกิจ ทำมีฟีเจอร์มากมายที่ต้องเรียนรู้

แผนราคา ClickUp

สำหรับแผนการให้บริการแบ่งได้ทั้งหมด 4 แผน คือ

  • Free – $0
  • Unlimited – $7 ต่อเดือน จ่าย $84 ต่อปี
  • Business – $12 ต่อเดือน จ่าย $144 ต่อปี
  • Business plus – $19 ต่อเดือน / $228 ต่อปี (ไม่มีอยู่ในหน้า Pricing แล้ว แต่คุณสามารถอัปเกรดได้ที่หลังบ้านครับ)
  • Enterprise – ติดต่อ Sale เพื่อสอบถามราคา

ซึ่งผมได้เขียนบทความอย่างละเอียดแยกไว้แล้วครับ ClickUp Pricing

หากคุณต้องการเริ่มต้นใช้งานสามารถสมัครได้ที่ สมัคร ClickUp และหากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน ClickUp ช่อง Youtube หรือ บทความ

สรุป

เท่านี้คุณน่าจะพอเห็นภาพบ้างแล้วว่า ทำไม CickUp ถึงช่วยลดเวลาสูญเปล่าลงจนอาจจะไม่ต้องทำโอทีหรือกลับบ้านเกินเวลา นอกจากนี้ในยุคที่ Digital Transformation เป็นสิ่งจำเป็น การใช้งาน All in one Platform ในการทำงานจะช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้และทดลองใช้ Tools หลายๆ ตัวลงได้อย่างมาก แถมยังสามารถปรับแต่งได้หลากหลายตามการทำงานของคุณที่รองรับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเริ่มใช้งาน ClickUp ที่เป็น Tools อันดับต้นๆ ของโลก แม้เพียงฟีเจอร์ฟรี ก็คุ้มค่ามากแล้วครับ

หรืออยากทราบอะไรเพิ่มเติม ทักมาคุยกับพวกเราได้เลยครับ 😄

อ้างอิง

👍บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *