Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   To do List / Planner    »   การทำ To-Do List แบบง่ายๆ มีตัวอย่างจากสมุดและแอป พร้อมแนะนำ 12 แอปดัง

การทำ To-Do List แบบง่ายๆ มีตัวอย่างจากสมุดและแอป พร้อมแนะนำ 12 แอปดัง

To Do list

ปัญหาการลืมและงานที่ยุ่งเหยิง อาจส่งผลให้คุณพลาดสิ่งสำคัญๆ ไปได้ และสุดท้ายก็จะลงเอยด้วยความเครียดและความกังวลตามมา หรืออย่างน้อยก็ต้องเสียเวลาไปอย่างสูญเปล่า ปัญหาเหล่านี้ จริงๆ แล้วเริ่มต้นแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า To-Do List โดยบทความนี้ผมจะพาคุณมารู้จัก และบอกขั้นตอนเริ่มต้นอย่างง่ายๆ กัน และที่พิเศษคือ ผมจะมีภาพตัวอย่างของทั้งรูปแบบสมุดและแอปประกอบด้วย เพื่อให้คุณเห็นภาพมากที่สุด รวมถึงมีการแนะนำเทคนิคพิเศษเพิ่มเติม และแอปดังๆ ยอดนิยมอีกด้วย

สารบัญ

To-Do List คืออะไร?

To-Do List คือ List ของงานหรือธุระที่คุณต้องทำในเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันให้คุณไม่ลืมทำงานนั้นๆ และช่วยให้จัดการงานและเวลาของคุณได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเขียนเป็นข้อๆ เรียงไปตามลำดับ ในรูปแบบ Check List ที่คุณน่าจะรู้จักกันดี เมื่อทำรายการไหนเสร็จก็จะทำการขีดฆ่าทิ้งเพื่อให้รู้ว่ายังเหลือรายการใดที่ยังไม่ได้ทำ โดยทั่วไป To-Do List จะใช้ในการบันทึกสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแม้แต่ แต่ละเดือนเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ลืมหรือตกหล่นงานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่

pdttg 2025 01 01 10 41 37

การใช้ To-Do List จะช่วยให้คุณมีแผนที่ชัดเจนในการทำงานแต่ละวัน ช่วยลดความกดดันและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ To-Do List ยังไม่จำเป็นต้องใช้แค่ตอนวางแผนตามช่วงเวลาที่ต้องทำ แต่ยังจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำตอนที่ยังไม่มีเวลาแน่นอนได้ด้วย เรียกได้ว่าแยกลิสต์กันออกไป เช่น ลิสต์ของที่ต้องซื้อ, ลิสต์ของพังรอซ่อม, ลิสต์หนังสือที่อยากอ่าน เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถสร้างลิสต์ให้กับสิ่งที่จำเป็นในชีวิตได้แทบทั้งหมด

โดยถ้าคุณจดลงสมุตโน้ตก็แค่จดแยกหน้ากันไว้ แล้วคั่นด้วยสติกเกอร์สีๆ พร้อมข้อความว่าแต่ละสีคืออะไร เพื่อความง่ายในการเข้าถึง หรือถ้าคุณใช้ To-Do List ผ่านแอปพลิเคชันก็อาจจะมีฟีเจอร์ Tags ให้แยกประเภทได้ หรือขั้นสูงขึ้นมาอีกก็อาจมีฟีเจอร์ให้คุณสามารถสร้างลิสต์แยกออกไปได้เลยตามต้องการ

to do list sample

ลองนึกภาพว่าหากคุณไปถึงห้างหรือที่ที่คุณต้องการซื้อของแล้วต้องค่อยๆ มานึกว่ามีอะไรหมดบ้าง หรือต้องซื้อบ้าง คุณว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะนึกออกหมด คิดเล่นๆ ว่าถ้าของที่ต้องซื้อมี 10 อย่างใช้เวลานึกเฉลี่ยอย่างละ 2 นาที ก็เท่ากับคุณเสียเวลาเปล่าไปแล้วถึง 20 นาที และที่สำคัญคุณมั่นใจได้อย่างไรว่าที่นึกนั้นครบถ้วนจริง

วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อะไรหมดหรืออะไรต้องการซื้อก็จดทันทีไว้เลยใน To-Do List ที่คุณมีนั่นเอง

To-Do List มีประโยชน์ยังไง?

1. ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของงานทั้งหมดที่ต้องทำ

การมีรายการสิ่งที่ต้องทำช่วยให้คุณมองเห็นงานทั้งหมดที่ต้องจัดการได้ในที่เดียว เพราะทำให้คุณรู้ว่ายังมีงานอะไรที่ต้องทำ และสามารถวางแผนในการทำงานแต่ละงานได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถบริหารเวลาว่าจะทำงานใดก่อนหรือหลัง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ การเห็นภาพรวมจะช่วยให้คุณรู้สึกพร้อมในการจัดการกับทุกสิ่ง รวมถึงบางครั้งยังช่วยให้เห็นถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ หรือสิ่งที่ขาดตกบกพร่องไปอีกด้วย

2. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเพิ่มโฟกัสในการทำงาน

To-Do List ช่วยให้คุณจัดการงานได้อย่างเป็นระบบ ไม่เสียเวลาสลับไปมาระหว่างงานต่างๆ การจัดลำดับความสำคัญของงานและการแบ่งเวลาที่เหมาะสม ทำให้คุณมีโฟกัสในการทำงานอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้คือ สามารถทำงานเสร็จตามกำหนดและลดการทำงานล่าช้า นอกจากนี้ การจัดการงานอย่างเป็นระบบยังช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลานึกหรือคอยจดจำงานต่างๆ ซึ่งทำให้เปลืองทรัพยากรสมองไปอย่างเปล่าประโยชน์

🧠 สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาให้จดจำ หรือทำหลายสิ่งหลายอย่างพร้อมๆ กัน

3. ลดความเครียดและความกังวล

การมี To-Do List ช่วยลดความเครียดและความกังวล เนื่องจากคุณไม่ต้องจำงานที่ต้องทำเอาไว้ในสมองทั้งหมด มีเพียงแค่การทบทวนรายการสิ่งที่ต้องทำเป็นระยะ ซึ่งช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรตกหล่นหรือพลาดไป การได้เห็นรายการงานที่เรียงตามลำดับความสำคัญช่วยให้คุณรู้สึกมั่นคงและไม่กดดันเกินไป เพราะคุณมีการวางแผนและรู้ว่าจะทำอะไรก่อน-หลัง

4. ช่วยให้มีระเบียบวินัยและความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน

การทำ To-Do List เป็นวิธีที่ดีในการฝึกระเบียบวินัย การสร้างนิสัยในการติดตามสิ่งที่คุณต้องทำในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์จะช่วยให้คุณพัฒนาตนเองไปในทางที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกให้คุณมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย

5. สร้างความรู้สึกถึงความสำเร็จเมื่อทำงานเสร็จ

การทำ To-Do List และทำเครื่องหมายว่างานเสร็จแล้ว เป็นความรู้สึกที่ดีและเป็นแรงจูงใจในการทำงานต่อไป การขีดฆ่างานที่ทำเสร็จแล้วในรายการกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จเล็กๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้เสร็จครบถ้วนและต่อเนื่อง (ผมเองก็รู้สึกสุขใจเล็กๆ ทุกครั้งที่ได้ติ๊กถูกให้งานที่เพิ่งทำเสร็จ เพราะงานนั้นจะหายไปจากหน้าจอแอป ClickUp ที่ผมใช้ทำ To-Do List และจะมีความสุขที่สุด ถ้างานวันนั้นหายไปหมดเกลี้ยง 🥰)

6. ช่วยในการจัดลำดับความสำคัญของงาน

การใช้ To-Do List ช่วยให้คุณสามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ง่ายขึ้น เพราะคุณเห็นงานทั้งหมดที่ต้องทำ คุณจึงสามารถเลือกงานที่ต้องทำก่อนและงานที่สามารถเลื่อนได้ ซึ่งมีประโยชน์มากในสถานการณ์ที่ต้องจัดการกับงานหลายๆ อย่างพร้อมกัน การรู้ลำดับความสำคัญช่วยให้คุณไม่เสียเวลาไปกับงานที่ไม่จำเป็น

7. พัฒนาทักษะการบริหารเวลา (Time Management)

การมี To-Do List และกำหนดเวลาที่ชัดเจนในการทำงานแต่ละงานช่วยฝึกให้คุณบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณรู้จักการแบ่งเวลาเป็นช่วงๆ เพื่อจัดการงานที่มีอยู่ ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดการจัดการเวลาที่มีประสิทธิภาพและทำงานได้อย่างสมดุล

และถ้าคุณยังไม่เห็นภาพว่าการที่คุณงานยุ่งแล้วไม่ได้จัดการให้ดีพอจะส่งผลเสียแค่ไหน 🤯 สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความนี้เลยครับ งานยุ่งเท่ากับความสำเร็จจริงเหรอ? นี่คือเคล็ดลับที่คุณต้องรู้

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ To-Do List ในสถานการณ์ต่างๆ

จัดทำรายการงานประจำ

  • จัดทำรายการงานที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน
  • จัดทำรายการการประชุมต่างๆ

จัดทำรายการสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน เช่น

  • จัดทำรายการของงานหรือกิจกรรมส่วนตัวที่ต้องทำให้เสร็จ
  • จัดทำรายการงานอีเวนต์หรือกิจกรรมต่างๆ
  • จัดทำรายการของที่ต้องซื้อ (Shopping List)
  • จัดทำรายการเอกสารที่ต้องเตรียม
  • จัดทำรายการของที่ต้องแพ็คใส่กระเป๋าสำหรับการเดินทาง
  • จัดทำรายชื่อหนังสือที่ต้องการอ่าน
  • จัดทำรายการของที่ต้องซ่อม
  • ฯลฯ

วิธีการเริ่มต้นทำ To-Do List แบบง่ายๆ

การเริ่มต้นทำ To-Do List เป็นก้าวแรกที่ช่วยให้คุณจัดระเบียบชีวิตและงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดการงานอย่างเป็นระบบ ลดความสับสนและความเครียดจากการมีงานหลายอย่างที่ต้องทำ การทำ To-Do List แบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคซับซ้อน เพียงแค่มีแนวทางพื้นฐานก็สามารถช่วยให้คุณไม่พลาดงานสำคัญและจัดการเวลาได้ดียิ่งขึ้น ลองมาดูวิธีการเริ่มต้นทำ To-Do List แบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้และนำไปใช้จริงในชีวิตประจำวันกันครับ

ในแต่ละขั้นตอนผมจะยกตัวอย่างเป็นทั้งแบบสมุดและแอปนะครับ โดยตัวอย่างสมุดคุณสามารถใช้สมุดโน้ตทั่วๆ ไปทำตามได้เลยครับ แต่สำหรับแอปผมจะยกตัวอย่างจากแอป ClickUp เป็นส่วนใหญ่นะครับ

1. เตรียมอุปกรณ์สำหรับจดบันทึก

คุณสามารถเลือกใช้อุปกรณ์สำหรับทำ To-Do List ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต, Planner, E-Planner หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการงานต่างๆ ควรเลือกอุปกรณ์ที่ใช้ง่ายและสะดวก ที่สำคัญคุณต้องชอบมัน เพราะจะยิ่งช่วยให้คุณใช้งานได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เบื่อหรือท้อไปเสียก่อน เพราะแม้ว่าสมุดโน้ตจะเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดแต่ถ้าคุณไม่ถนัดเขียนหรือไม่ชอบพกสมุด การใช้งานในรูปแบบแอปอาจเหมาะสมกับคุณมากกกว่า หรือต่อให้คุณใช้แอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกครบครันแต่คุณรักการเขียนด้วยมือ การใช้แอปก็อาจไม่เหมาะกับคุณเช่นกัน

To Do list

2. จดรายการงานทั้งหมดที่ต้องทำ

เริ่มต้นด้วยการจดทุกสิ่งที่ต้องทำในวันนั้นหรือสัปดาห์นั้นลงไปโดยไม่ต้องจัดลำดับ เพราะในขั้นตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องมีการจัดเรียงความสำคัญ ที่สำคัญคือ ให้คุณจดทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา เพื่อไม่ให้ตกหล่น ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ งานบ้าน หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำ (ถ้าคุณเคยจดไว้ในที่อื่นเช่น โพสอิทหรือแอปโน้ต แนะนำให้เอามารวมกันอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อจะได้เห็นภาพรวมได้ง่าย และไม่ต้องคอยเปิดดูหลายที่)

ตัวอย่างการใช้งาน :

ตัวอย่าง To-Do List จากสมุดโน้ต

to do list on notebook

ตัวอย่าง To-Do List จากแอปมือถืออย่างง่าย (ภาพจากแอป Note บน iPhone)

to do list on note app iphone

ตัวอย่าง To-Do List จากแอปมือถือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น (ภาพจากแอป ClickUp ในคอร์ส ClickUp Digital Planner)

to do list on ClickUp app

ตัวอย่าง To-Do List ด้วย clickup.com บนคอมพิวเตอร์ (ภาพจากคอร์ส ClickUp Digital Planner)

to do list on ClickUp website via computer

3. จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritize Tasks)

หลังจากมีรายการงานทั้งหมดแล้ว ให้จัดลำดับความสำคัญของงาน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้

  1. งานที่สำคัญและเร่งด่วน
  2. งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน
  3. งานไม่สำคัญแต่เร่งด่วน
  4. งานที่ไม่รู้กำหนด

มาดูตัวอย่างกันครับ

งานที่สำคัญและเร่งด่วน :

งานที่ต้องทำทำเร่งด่วน เลื่อนไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำจะสร้างปัญหาใหญ่หรือทำให้เป้าหมายบางเป้าไม่สำเร็จได้

ตัวอย่างการใช้งาน :

  • สมุดโน้ต – ขีดเส้นใต้หรือไฮไลท์สีแดงบนงานนี้ หรือ ใส่สัญลักษณ์สีแดง 🔴 ไว้ที่ด้านหน้าแต่ละรายการ
Prioritize task to Urgent  on notebook
  • แอป ClickUp – สามารถตั้งค่า Priority ให้เป็น Urgent (ธงสีแดง) และใช้ฟีเจอร์ในการ Sort ด้วย Priority จากมากไปน้อย (ถ้าคุณใช้แอปที่ไม่มีฟีเจอร์ Priority อย่างน้อยน่าจะสามารถใช้ฟีเจอร์ในการลากเพื่อจัดเรียงลำดับของงานด้วยตัวคุณเองได้ครับ)
Prioritize task to Urgent on Clickup app

งานที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน :

งานที่ควรรีบทำแต่สามารถเลื่อนได้ แต่ถ้าเลื่อนมากๆ ก็จะกลายเป็น งานเร่งด่วนและสำคัญได้ เพราะฉะนั้นงานประเภทนี้ควรจะหาเวลาทำทันทีหลังจากที่ไม่มีงานเร่งด่วนอื่นแล้ว

ตัวอย่างการใช้งาน :

  • สมุดโน้ต – ขีดเส้นใต้หรือไฮไลท์สีส้มบนงานนี้ หรือ ใส่สัญลักษณ์สีส้ม 🟠 ไว้ที่ด้านหน้าแต่ละรายการ
Prioritize task to High on notebook
  • แอป ClickUp – สามารถตั้งค่า Priority ให้เป็น High (ธงสีส้ม) และใช้ฟีเจอร์ในการ Sort ด้วย Priority จากมากไปน้อย (ถ้าคุณใช้แอปที่ไม่มีฟีเจอร์ Priority อย่างน้อยน่าจะสามารถใช้ฟีเจอร์ในการลากเพื่อจัดเรียงลำดับของงานด้วยตัวคุณเองได้ครับ)
Prioritize task to High on Clickup app

งานที่ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน : งานที่ถ้าคุณไม่มีเวลาทำ สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำได้หากมีงานในระดับบนๆ ในข้อก่อนหน้าต้องทำอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณมีเวลาคุณสามารถนำลงไปใน To-Do List เพื่อทำเองก็ได้ครับ

ตัวอย่างการใช้งาน :

  • สมุดโน้ต – ขีดเส้นใต้หรือไฮไลท์สีน้ำเงินบนงานนี้ หรือ ใส่สัญลักษณ์สีฟ้า 🔵 ไว้ที่ด้านหน้าแต่ละรายการ ซึ่งถ้าคุณมอบหมายให้คนอื่นทำอาจเขียนชื่อไว้ที่ท้ายงานก็ได้ครับ
Prioritize task to Normal on notebook
  • แอป ClickUp – สามารถตั้งค่า Priority ให้เป็น Normal ถ้าแอปนั้นมีฟีเจอร์นี้ หรือถ้าแอปของคุณสามารถใช้งานได้มากกว่า 1 คน คุณก็ไม่จำเป็นต้องระบุ Priority แค่เพียงระบุ Assignee เพื่อสั่งงานคนอื่นได้โดยตรงเลยครับ
Prioritize task to Normal on Clickup app

งานที่ไม่รู้กำหนด: งานพวกนี้จะเรียกว่างาน Someday คืองานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของคุณ เช่น งานบ้าน, งานซ่อมแซมต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งที่อยากทำ เช่น อยากเที่ยวที่ไหน หรือ อยากทำอะไร เป็นต้น โดยงานประเภทนี้คุณสามารถทำเมื่อไม่มีอะไรต้องทำแล้ว และคุณยังสามารถทำได้ทุกวันถ้าคุณทำงานตาม to do list ประจำวันเสร็จหมดแล้วด้วยครับ

ตัวอย่างการใช้งาน :

  • สมุดโน้ต – แนะนำให้แยกหน้าออกไปจากหน้า To-do list ประจำวัน ได้เลยครับ หรือ แยกเล่มก็ได้ครับ และคุณอาจจะแปะ Sticky สีๆ เพื่อแบ่งหมวดหมู่ไว้ก็จะช่วยให้หางานได้ง่ายขึ้นครับ
pdttg 2024 12 31 18 12 53
  • แอป ClickUp – คุณสามารถสร้าง List แยกออกไปเพื่อเก็บงานเภทนี้ได้เลย โดยอาจจะตั้งชื่อว่า Someday List ครับ นอกจากนี้คุณยังสามารถใส่ Priority ให้กับงานเหล่านี้ได้ด้วย เพราะแม้จะเป็นงานที่ไม่เร่งด่วน แต่ก็มีระดับความสำคัญต่างกันได้ครับ
Someday List

นอกจากนี้ งานประเภทนี้ยังจำเป็นจะต้องกำหนดเวลามาตรวจสอบเป็นประจำ เช่น ทุกสัปดาห์ หรือ ทุกเดือน เพื่อมาปรับระดับความสำคัญของงานอีกครั้ง เช่น บางงานอาจไม่ต้องทำแล้วก็สามารถขีดฆ่าทิ้งหรือลบออกไปได้ ส่วนบางงานจากที่ไม่มีกำหนด กลายเป็นมีกำหนดขึ้นมา ก็จะได้นำไปวางแผนงานต่อไป เลยเลื่อนระดับความสำคัญให้สูงขึ้นไปได้

4. กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นไปได้

การตั้งเป้าหมายควรตั้งให้สามารถทำได้จริงและสำเร็จได้ตามช่วงเวลา โดยไม่ยากจนทำให้คุณรู้สึกท้อ หรือง่ายจนคุณไม่รู้สึกถึงความคืบหน้า

5. ตรวจสอบและทำเครื่องหมายงานที่เสร็จแล้ว

ทุกครั้งที่ทำงานเสร็จแล้ว ให้ทำเครื่องหมายหรือขีดฆ่าในรายการงานนั้นๆ การทำเครื่องหมายจะกลายเป็นการแสดงถึงความสำเร็จ ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นความก้าวหน้าในแต่ละวัน การได้เห็นว่ามีงานใดเสร็จไปแล้วจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและทำให้รู้สึกพัฒนาและเติบโตมากขึ้น

pdttg 2025 01 01 12 07 57

หากคุณใช้แอป งานที่เสร็จแล้วจะถูกเปลี่ยนเป็นสถานะ Completed หรือ Closed และงานนั้นก็จะหายไปจากรายการงานของคุณในแต่ละวัน

6. ตรวจสอบและทบทวน To-Do List ทุกวัน

เมื่อหมดวันคุณอาจจะมีงานที่คั่งค้างใน List ของคุณอยู่ คุณก็สามารถย้ายไปสู่ To-Do List ของวันใหม่ จากนั้นค่อยวางแผนงานในวันถัดไปอีกครั้ง และหัวใจสำคัญคือคุณไม่จำเป็นต้องเครียดหรือตำหนิตัวเองหากงานเหล่านั้นไม่เสร็จตามที่วางแผน เพราะการวางแผนในแต่ละวันก็เป็นเหมือนการเรียนรู้ของคุณ ให้รู้จักตัวคุณเองว่า คุณสามารถทำงานได้แค่ไหนในแต่ละวัน หรือคุณเหมาะกับงานแบบไหนแค่นั้นเอง แล้ววันใหม่ก็ค่อยเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเท่านั้นเองครับ

และอย่าลืมทบทวนงาน Someday ด้วยนะครับ😊

เท่านี้คุณก็ได้วิธีการเริ่มทำ To-Do list ฉบับเริ่มต้นอย่างมีประสิทธิภาพกันแล้วนะครับ ส่วนในหัวข้อถัดไป ผมจะนำเสนอแนวทางหรือเทคนิคในการทำ To-Do list ในระดับสูงขึ้นไป หรือจะใช้เป็นไอเดียประกอบการทำก็ได้ครับ
แนะนำให้อ่าน💡: 6 สาเหตุสำคัญ! ที่ทำให้จด To-Do List แค่ไหนก็ไม่ได้ผล

เทคนิคการใช้ To Do List ระดับสูงที่เหมาะกับงานที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หรือเพื่อการวางแผนที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

หัวข้อนี้ผมจะแนะนำหลายๆ เทคนิคให้คุณนำไปใช้ โดยคุณสามารถเลือกไปทำตามบางเทคนิคหรือจะทำทั้งหมดเลยก็ได้ครับ และบางเทคนิคคุณจะไม่สามารถใช้แค่สมุดโน้ตทั่วๆ ไปได้ อาจจะต้องใช้สมุด Planner หรือ Organizer ถึงจะทำได้

แบ่งงานใหญ่เป็นขั้นตอนย่อยๆ (Breakdown)

หากมีงานใหญ่ที่ซับซ้อน เช่น โปรเจกต์ที่มีหลายขั้นตอนและต้องใช้เวลาหรือมีรายละเอียดเยอะ ให้แบ่งงานนั้นออกเป็นขั้นตอนย่อยๆ ทำให้สามารถจัดการได้ง่ายและไม่รู้สึกหนักใจ การทำทีละขั้นจะช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าของงานได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างการใช้งาน :

  • สมุดโน้ต – คุณสามารถทำได้ 2 วิธีคือ
    • ถ้าคุณสามารถทำโปรเจกต์นั้นๆ ให้เสร็จในวันนั้น คุณก็สามารถ แตกย่อยขั้นตอนลง to do list ในวันนั้นโดยตรงเลยก็ได้
      pdttg 2024 12 30 17 22 06
    • สำหรับโปรเจกต์ที่คุณไม่สามารถทำวันเดียวเสร็จ คุณจะต้องแบ่งให้ได้ขั้นตอนย่อยๆ ก่อน จึงนำเอาขั้นตอนที่ได้มาลงใน To-Do list ถ้าคุณใช้สมุดโน้ตหรือ Planner ที่มีฟีเจอร์ Project Plan ก็จะช่วยให้ง่ายขึ้น
      pdttg 2024 12 30 17 38 50
  • แอป ClickUp – ถ้าแอปของคุณมีฟีเจอร์ Subtasks หรือ งานย่อย อย่างเช่น ClickUp คุณก็สามารถระบุ ขั้นตอนการทำงานลง Subtasks ได้ง่ายๆ เลย
pdttg 2024 12 30 16 59 04

กำหนดเวลาในการทำงานแต่ละงาน

วิธีนี้คือ การกำหนดเวลาให้กับแต่ละงานเลยว่าจะทำงานในช่วงเวลาไหนถึงเวลาไหน ซึ่งจะได้ประสิทธิภาพสูงที่สุดถ้าใช้คู่กับการทำ Time Blocking (ตารางกิจวัตรประจำวันด้วย) คุณจะได้ทราบว่าเวลาใดควรกำหนดให้เป็นเวลาทำแต่ละงาน เพื่อที่จะได้ไม่ไปชนกับกิจวัตรในแต่ละวันของคุณ

ตัวอย่างการใช้งาน :

สมุดโน้ต – คุณจำเป็นต้องใช้สมุดที่มีฟีเจอร์ Daily Planner หรือ ตารางเวลา เพื่อให้ง่ายในการกำหนดเวลาทำงาน

pdttg 2024 12 30 17 45 56

แอป ClickUp – สามารถจัดการงานในแต่ละวันด้วยการลากวางหรือลากเพื่อขยายช่วงเวลาทำงานได้อย่างง่ายๆ รวมถึงเชื่อมต่อ Time Blocking ที่คุณได้เคยทำไว้บน Google Calendar ได้ด้วย

pdttg 2024 12 30 17 49 57

จัดกลุ่มงานตามประเภท (Categorize Tasks by Type)

การแบ่งงานออกเป็นกลุ่มๆ ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของงานทั้งหมด และจัดการงานได้ง่ายขึ้น เช่น อาจแบ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับการทำงาน (Work Tasks) งานที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว (Personal Tasks) และงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง (Self-Development Tasks) การจัดกลุ่มนี้ทำให้คุณเห็นได้ชัดเจนว่า ควรโฟกัสกับหมวดหมู่ใดเป็นพิเศษในแต่ละวัน หรือหากคุณใช้งานผ่านแอปก็จะสามารถแบ่งประเภทงานได้ละเอียดมากขึ้น

ตัวอย่างการใช้งาน :

สมุดโน้ต – คุณแบ่งกลุ่มหรือประเภทงานได้ด้วยการเขียนคำสั้นๆ หน้าชื่องาน เช่น

  • (งาน) ประชุมกับทีมการตลาด
  • (เงิน) จ่ายบิลค่า..
  • (ส่วนตัว) ส่งของที่ไปรษณีย์
  • (สุขภาพ) โทรนัดหมอ
  • (ครอบครัว) ซื้อของขวัญรับปริญญาให้น้อง
  • เป็นต้น

หรือถ้าคุณอยากใช้ความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้อ่านง่าย คุณก็สามารถวาดไอคอนที่หน้าชื่องานได้เลยเช่น

  • 💼 ประชุมกับทีมการตลาด
  • 🪙 จ่ายบิลค่า..
  • 👤ส่งของที่ไปรษณีย์
  • ❤️ โทรนัดหมอ
  • 👨‍👩‍👧‍👦 ซื้อของขวัญรับปริญญาให้น้อง
  • เป็นต้น

แต่ถ้าคุณต้องการแยกงานแค่ 2 ประเภทเช่น งานประจำ กับ งานส่วนตัว คุณก็อาจจะหาสมุดแพลนเนอร์ที่มี Template แยกช่องระหว่างงานประเภท Work และ Personal ตามภาพ คุณก็จะใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

pdttg 2024 12 31 12 52 47

แอป ClickUp – หากคุณใช้งานด้วยแอป จะมีฟีเจอร์ในการแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่งานให้ใช้หลายวิธี เช่น

  • คุณสามารถแบ่งหมวดหมู่งานด้วยฟีเจอร์ Tag ได้ (เปรียบเสมือนการติดแท็กให้กับงานนั้นๆ )
  • คุณสามารถแบ่งประเภทงานแยกแต่ละ List ไปได้เลย ( 1 List จะรวมงานประเภทเดียวกันไว้ด้วยกัน เพื่อให้คุณจัดการและค้นหางานได้ง่าย)
  • นอกจากนี้คุณยังสามารถจัดกลุ่มงานในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเก็บ List ที่เป็นงานกลุ่มเดียวกันเอาไว้ด้วยกันได้ด้วย โดยเก็บไว้ใน Folder

จากตัวอย่างภาพด้านล่างจะเป็นการแบ่ง List ตามประเภทของงานคือ To Do, Event, Project, Someday โดยเก็บรวมกันไว้ใน Folder ที่ชื่อ Jobs ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้คุณเข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น ถ้านึกภาพง่ายๆ ก็เหมือนคุณจัดระเบียบไฟล์บนคอมของคุณได้ดี คุณก็สามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้ง่าย รวดเร็วและไม่สูญหายนั่นเองครับ

นอกจากคุณจะแยกงานด้วย List แล้วคุณยังสามารถติด Tag ให้กับงานซ้ำไปได้อีก เช่น งานประเภท Events คุณอาจจะติด Tag : Work หรือ Personal เข้าไปด้วยก็ได้ จะทำให้ทราบว่ากิจกรรมใดควรโฟกัสมากที่สุดในเวลานั้น

Folder and List on planner
ภาพตัวอย่าง Folder และ List ที่คุณจะได้เรียนรู้และใช้งานจริง จากคอร์ส ClickUp Digital Planner

นอกจากนี้คุณยังใช้ List ในการเก็บข้อมูลอื่นๆ นอกจากงานได้อีกด้วย เช่น Book Tracker (เก็บข้อมูลหนังสือที่คุณอ่าน) หรือ Habit Tracker (บันทึกกิจวัตรที่คุณติดตามในแต่ละวัน) และอื่นๆ ตามที่คุณต้องการ

เทคนิค GTD (Getting Things Done)

เทคนิค GTD หรือ Getting Things Done เป็นวิธีการที่ช่วยจัดการงานโดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ:

  • Capture: จดบันทึกทุกสิ่งที่ต้องทำหรือคิดจะทำไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นในสมุดหรือแอป
  • Clarify: ตรวจสอบว่าแต่ละงานควรทำอย่างไร ยังต้องทำไหมหรือลบไปได้เลย
  • Organize: จัดการเรียงลำดับและจัดหมวดหมู่ของงานให้เป็นระเบียบ
  • Reflect: ทบทวน To-Do List หรือ List งานของคุณอย่างน้อยๆ ทุกสัปดาห์เพื่อดูความคืบหน้าและปรับเปลี่ยนหากจำเป็น
  • Engage: เริ่มลงมือทำตามแผนงานที่วางไว้

การใช้ GTD ทำให้คุณสามารถจัดการงานได้อย่างเป็นระบบ ลดความสับสนและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเวลาได้อย่างดี นอกจากนี้ถ้าคุณใช้อย่างจริงจัง งานทุกๆ อย่างจะถูกถ่ายโอนจากสมองไปเก็บไว้บนสมุดโน้ตหรือแอปได้ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยให้สมองของคุณปลอดโปร่งและทำงานได้อย่างมีสมาธิมากขึ้น

สำหรับส่วนตัวผมเอง ผมใช้เทคนิคนี้มาราว 2 ปีได้แล้วครับ ซึ่งเห็นผลว่าช่วยให้ผมลดความฟุ้งซ่านอย่างมาก โดยเฉพาะปกติที่เรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานหรืออะไรก็ตาม มันมักจะผุดมาในหัวบ่อยและเยอะมาก ส่วนใหญ่มักผุดมากวนใจในเวลาที่กำลังทำงาน ซึ่งทำให้ทั้งเสียสมาธิและเพิ่มความเครียด จนบางครั้งเสียงานทำให้งานที่ทำอยู่ไปต่อไม่ได้ แต่ปัจจุบันมันลดลงเหลือน้อยมากๆ

เทคนิค Eisenhower Matrix ขั้นสูง (Advanced Eisenhower Matrix)

เทคนิค Eisenhower Matrix คือเทคนิคยอดนิยม ที่ช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งงานออกเป็น 4 กลุ่ม:

  • สำคัญและเร่งด่วน – ต้องทำทันที
  • สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน – ควรทำแต่มีเวลาวางแผนได้
  • ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน – สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นได้
  • ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน – สามารถเลื่อนได้หรือไม่ทำเลย

ซึ่งเทคนิคนี้จริงๆ แล้วจะคล้ายกับที่ผมพูดถึงในขั้นตอน 3. จัดลำดับความสำคัญของงาน (Prioritize Tasks) เพียงแต่ผมปรับงานประเภทสุดท้ายให้เป็น งานที่ไม่รู้กำหนดแทน เพราะสุดท้ายเมื่อถึงวันที่ต้องมาทบทวนงานประเภทนี้ว่าจะทำเมื่อไหร่หรือไม่ทำแล้ว คุณก็สามารถลบงานออกไป หรือ จัดลำดับอีกครั้ง ซึ่งผมมองว่ามันยืดหยุ่นกว่า และไม่ต้องเสียเวลามาคิดเยอะว่า จะเลื่อนงานนี้ไปเมื่อไหร่อีกด้วย

กำหนดลำดับงานและความเชื่อมโยงงาน (Dependencies and Sequencing)

งานบางอย่างอาจต้องทำต่อเนื่องกัน เช่น งาน A ต้องเสร็จก่อนจึงจะทำงาน B ได้ การจัดลำดับงานและความเชื่อมโยงงานจะช่วยให้คุณรู้ว่างานไหนควรทำก่อน-หลัง และช่วยป้องกันการติดขัดในกระบวนการทำงาน หากใช้แอป เช่น Trello หรือ Asana หรือ ClickUp คุณจะสามารถตั้งค่าลำดับงานและความเชื่อมโยงงานได้ในตัวเอง

example of Dependencies feature on ClickUp
ตัวอย่าง Task Management ฟีเจอร์ Dependencies บนแอป ClickUp ที่จะบอกว่าต้องรองานใดเสร็จ (Waiting) หรือ ต้องทำก่อนงานใด (Blocking)

กฏ 2 นาที

กฏนี้คือเทคนิคย่อยที่อยู่ในเทคนิค GTD ที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้าครับ ซึ่งหลักการใช้งานก็ง่ายๆ เลยครับ คือ

“อะไรที่ใช้เวลาทำไม่ถึง 2 นาที ให้ทำมันเลยครับ”

เช่น “โทรจองโต๊ะร้านอาหาร”, “กินวิตามิน” เป็นต้น

ซึ่งเอาไว้ใช้เมื่อมีงานใหม่ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของคุณ ถ้าไม่เกิน 2 นาที ให้ทำทันทีครับ โดยเลข 2 นาทีนี้ ก็มาจากการที่ถ้าคุณต้องไปจดงานลง To-Do List หรือแอปโน้ต อาจจะใช้เวลาเกิน 2 นาทีก็ได้ ดังนั้นทำมันเลยเถอะ แทนที่จะเสียเวลาจดนั่นเอง 🤘

เขียนคำสั่งงานด้วยเทคนิค 5W1H

เทคนิค 5W1H คือ การตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์ปัญหา หรือใช้ในการอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจน โดยใช้วิธีการตอบคำถามง่ายๆ 6 คำถามดังนี้

  • W 5 ตัว คือ Who?, What?, When?, Where? และ Why?
  • H 1 ตัว คือ How?

*รายละเอียดและตัวอย่างผมได้เขียนไว้แล้วในบทความตามลิงก์ด้านบนชื่อเทคนิคเลยครับ

ใช้เทคนิค Pomodoro

Pomodoro คือ เทคนิคการแบ่งเวลาทำงาน โดย ตั้งเวลาทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที ช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้นและลดความเหนื่อยล้าจากการทำงานยาวนานเกินไป

*รายละเอียดและตัวอย่างผมได้เขียนไว้แล้วในบทความตามลิงก์ด้านบนชื่อเทคนิคเลยครับ

บทความแนะนำ 👉 ประหยัดเวลาถึง 2,619.6 นาทีต่อปี เมื่อเลิกใช้ “สมุดโน๊ต” ในการทำ Daily Plan หรือ To-Do List แล้วมาใช้ Productivity App (ClickUp) แทน – มีคลิป

แนะนำ To-Do List App

การเลือกใช้แอป To-Do List ที่เหมาะสมจะช่วยให้การจัดการงานและการวางแผนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ใช้งานระดับเริ่มต้นที่ต้องการความง่ายสบายใจ ระดับกลางๆ ที่เน้นฟีเจอร์จัดการงานที่หลากหลาย หรือระดับขั้นสูงที่ต้องการเครื่องมือครบครัน แอปเหล่านี้มีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้คุณเลือกใช้แอปได้ตรงความต้องการ

Microsoft To Do

Microsoft To Do เป็นแอปจัดการงานที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย มีฟีเจอร์เด่นอย่าง My Day ซึ่งช่วยให้คุณโฟกัสกับงานสำคัญในแต่ละวัน สามารถเพิ่มงานย่อยและโน้ตในแต่ละรายการได้อย่างละเอียด เชื่อมต่อกับ Microsoft 365 และ Outlook ทำให้การเพิ่มงานจากอีเมล์เป็นไปอย่างราบรื่น มีระบบการแจ้งเตือนและการตั้งกำหนดเวลาที่ชัดเจน แอปนี้เหมาะสำหรับทั้งงานส่วนตัวและการทำงานที่ผสานกับ Microsoft Ecosystem ใช้งานได้ทั้งบน Windows, iOS, Android และเว็บอินเทอร์เฟซ อินเทอร์เฟซสะอาด ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการจัดระเบียบชีวิตประจำวัน

ราคา: ฟรี 100% ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงเพิ่มเติมแบบเสียเงิน

Google Keep

Google Keep เปรียบเสมือนกระดาษโน้ตดิจิทัลที่รวดเร็วและสะดวก สามารถจดโน้ตสั้น ๆ บันทึกไอเดีย หรือสร้าง To-Do List ได้ในไม่กี่วินาที รองรับการเพิ่มเสียง รูปภาพ และลิงก์เข้าไปในโน้ตได้ และยังสามารถแชร์โน้ตให้ผู้อื่นร่วมใช้งานได้ทันที มีการจัดหมวดหมู่โน้ตด้วยสีสันที่ช่วยให้จำง่าย แอปนี้ผสานกับ Google Drive และ Google Workspace ได้อย่างราบรื่น ทำให้เหมาะสำหรับการจดโน้ตที่ต้องการเข้าถึงได้ทุกที่ ใช้งานได้ทั้งบนมือถือและเว็บ

ราคา: ฟรี 100% ใช้ได้ทันทีสำหรับผู้ที่มีบัญชี Google

Any.do

Any.do เป็นแอป All-in-One ที่รวม To-Do List และปฏิทินไว้ในที่เดียว ทำให้คุณจัดการงานและนัดหมายได้ในที่เดียวกัน มีฟีเจอร์เด่นอย่างการแจ้งเตือนอัจฉริยะ (Smart Reminder) และการเพิ่มงานด้วยคำสั่งเสียง รองรับการซิงค์ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ รวมถึงการตั้งเป้าหมายระยะยาวและติดตามงานย่อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันในชีวิตประจำวัน

ราคา: มีแผนฟรีพร้อมฟีเจอร์พื้นฐาน เช่น To-Do List และ Reminder ฟีเจอร์ขั้นสูง (เช่น การเชื่อมกับปฏิทิน) ต้องใช้แผนแบบเสียเงิน

TickTick

TickTick โดดเด่นเรื่องการจัดการงานและเวลา รองรับ Time Blocking และ Pomodoro Timer ซึ่งช่วยเพิ่มโฟกัสในแต่ละวัน มีระบบการติดตามนิสัย (Habit Tracker) และการจัดการงานย่อยที่ละเอียด ใช้งานได้ทั้งบนมือถือและเว็บ พร้อมการซิงค์ข้อมูลอัตโนมัติ สามารถปรับแต่งมุมมอง เช่น ปฏิทินรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือนได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิตและจัดการเป้าหมายระยะยาว

ราคา: มีแผนฟรีที่ครอบคลุมการจัดการงานและปฏิทินเบื้องต้น แผนเสียเงินเพิ่มฟีเจอร์ เช่น Pomodoro Timer และ Habit Tracker

Habitica

Habitica แอปสุดสร้างสรรค์ ที่จะเปลี่ยนการติดตามนิสัย (Habit Tracker) หรือทำ To-Do List ให้เป็นเกม RPG โดยคุณจะกลายเป็นตัวละครที่ต้องทำภารกิจ เช่น การทำงานหรือออกกำลังกาย เพื่อปลดล็อกไอเท็มและรางวัลในเกม มีระบบปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เช่น การตั้งกลุ่มร่วมทำภารกิจหรือส่งกำลังใจให้กัน แอปนี้ช่วยเพิ่มแรงจูงใจด้วยการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้สนุกและมีเป้าหมาย เหมาะสำหรับคนที่ชอบเกมและต้องการสร้างวินัยในชีวิต

ราคา: ฟรี 100% สำหรับการเล่นเกมและการจัดการงาน มี In-App Purchases (เช่น ไอเท็มในเกม)

Evernote

Evernote เป็นแอปบันทึกที่เหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลทุกประเภท เช่น โน้ต ไฟล์ PDF รูปภาพ หรือเสียง มีฟีเจอร์เด่นอย่างการค้นหาข้อความในภาพและเอกสาร รองรับการจัดหมวดหมู่ด้วยสมุดบันทึกและแท็กเพื่อช่วยค้นหาได้ง่าย ใช้งานได้ทั้งส่วนตัวและการทำงาน มีระบบซิงค์ข้ามอุปกรณ์และเหมาะสำหรับการเก็บข้อมูลสำคัญหรือไอเดีย

ราคา: มีแผนฟรีที่เหมาะสำหรับการบันทึกพื้นฐาน แผนเสียเงินรองรับการซิงค์หลายอุปกรณ์และฟีเจอร์ค้นหาขั้นสูง

Google Tasks

Google Tasks เป็น To-Do List ที่เรียบง่ายและผสานกับ Google Workspace ได้อย่างลงตัว เพิ่มงานได้โดยตรงจาก Gmail และ Google Calendar สามารถกำหนดวันครบกำหนดและแจ้งเตือนได้ ใช้งานได้สะดวกทั้งบนเว็บและแอปมือถือ เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้บริการของ Google อยู่แล้ว

ราคา: ฟรี 100% ใช้ได้ทันทีสำหรับผู้ที่มีบัญชี Google

Todoist

Todoist เป็นแอปจัดการงานที่เน้นความเรียบง่ายและทรงพลัง มีระบบจัดลำดับความสำคัญของงาน (Priority Levels) และการติดตามเป้าหมาย มีฟีเจอร์สำหรับทีม เช่น การมอบหมายงานและการติดตามสถานะ เชื่อมต่อกับแอปอื่น ๆ เช่น Google Calendar, Slack, และ Trello ได้อย่างราบรื่น เหมาะสำหรับทั้งการจัดการงานส่วนตัวและการทำงานร่วมกัน

ราคา: แผนฟรีรองรับการจัดการงานและโปรเจกต์เล็ก ๆ แผนเสียเงินเพิ่มฟีเจอร์ เช่น การตั้งงานซ้ำอัตโนมัติและการเตือนขั้นสูง

Trello

Trello ใช้ Kanban Board เป็นแกนหลักในการจัดการงาน ช่วยให้ทีมเห็นภาพรวมโปรเจกต์และการทำงานได้อย่างชัดเจน มีระบบการ์ดที่ปรับแต่งได้ เช่น การเพิ่มวันครบกำหนด ป้ายสี หรือการมอบหมายงาน เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการโฟกัสงานและทำงานร่วมกัน

ราคา: มีแผนฟรีพร้อมฟีเจอร์พื้นฐาน เช่น Kanban Board และการ์ดงาน แผนเสียเงินเพิ่มฟีเจอร์ เช่น Automation และมุมมอง Timeline

Notion

Notion เป็นแพลตฟอร์ม All-in-One ที่รวมการจดโน้ต วางแผนโปรเจกต์ และสร้างฐานข้อมูลไว้ในที่เดียว มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งหน้าการทำงานได้ตามต้องการ รองรับการทำงานร่วมกันในทีม ใช้ได้ทั้งสำหรับงานส่วนตัวและโปรเจกต์ใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการระบบจัดการที่ครอบคลุม

ราคา: แผนฟรีรองรับฟีเจอร์ส่วนใหญ่ เช่น การจดโน้ตและสร้างฐานข้อมูล แผนเสียเงินเหมาะสำหรับทีมที่ต้องการฟีเจอร์ Collaboration ขั้นสูง

Asana

Asana เป็นแอปจัดการโปรเจกต์ที่เน้นการทำงานร่วมกันในทีม มีฟีเจอร์ Timeline, Tasks, และ Goals ที่ช่วยติดตามงานและเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแดชบอร์ดแสดงสถานะโปรเจกต์แบบเรียลไทม์ เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน

ราคา: แผนฟรีรองรับการจัดการโปรเจกต์สำหรับทีมเล็ก (สูงสุด 15 คน) แผนเสียเงินเพิ่มฟีเจอร์ เช่น Timeline และการติดตามเป้าหมาย

ClickUp

ClickUp เป็นแอป All-in-One อีกแอปหนึ่ง เรียกได้ว่าแอปไหนมีฟีเจอร์อะไร ClickUp ก็มีด้วย ซึ่งครอบคลุมทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะตั้งแต่การทำ Check List ง่ายๆ ไปจนถึงการจัดการโครงการระดับสูง หรือการติดตามเป้าหมาย รองรับการตั้งค่า Automation และการเชื่อมต่อกับแอปอื่น เช่น Google Drive และ Slack มีฟีเจอร์สำหรับทีมขนาดเล็กจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับงานที่ง่ายอย่าง To-Do List ไปจนถึงงานที่ซับซ้อนและต้องการความยืดหยุ่นสูง

ราคา: แผนฟรีรองรับฟีเจอร์เกือบทั้งหมดแต่บางฟีเจอร์มีการจำกัดจำนวนการใช้งานและพื้นที่เก็บข้อมูล แผนเสียเงินไม่จำกัดพื้นที่เก็บข้อมูลและเพิ่มฟีเจอร์ขั้นสูง

หากคุณต้องการรู้จัก ClickUp มากขึ้นว่ามีประโยชน์แค่ไหน สามารถอ่านได้จากบทความนี้เลยครับ 👉 ClickUp

บทสรุป

  • สำหรับเริ่มต้น To-Do List: Todoist, TickTick
  • สำหรับงานง่าย ๆ: Google Keep, Google Tasks
  • สำหรับสายสร้างสรรค์: Notion, Habitica
  • สำหรับสายเน้นโน้ต: Evernote
  • สำหรับงานที่ซับซ้อนและการปรับแต่งได้อย่างเต็มที่ และฟีเจอร์ครบครันที่สุด: Trello, Asana, ClickUp

เลือกเครื่องมือที่เหมาะกับสไตล์ของคุณ แล้วลงมือเปลี่ยนชีวิตให้เป็นระเบียบและสนุกขึ้น! 🎉

สรุป

มาถึงจุดนี้คุณคงจะเห็นแล้วนะครับว่า To-Do list นั้นมีประโยชน์มากมายแถมเริ่มต้นได้ไม่ยากด้วย ถ้าให้แนะนำผมก็อยากจะแนะนำให้คุณเริ่มต้นจากง่ายๆ เช่น สมุดโน้ตหรือแอปง่ายๆ ที่คุณถนัดก่อน จากนั้นค่อยๆ เรียนรู้และปรับใช้จนคุณคุ้นชิน แล้วค่อยๆ เพิ่มเทคนิคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเข้าไป เพื่อป้องกันการใช้งานผิดทางหรือเลิกใช้งานไปเสียก่อน

แต่ถ้าคุณต้องการจะเรียนรู้การใช้แอปตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงระดับสูงอย่างเป็น Step โดยที่ไม่ต้องเสียเวลามาปรับใช้เอง คุณอาจจะต้องหาลงคอร์สสักคอร์สหนึ่งที่จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการเริ่มต้น รวมถึงแนะแนวทางที่ถูกต้องให้คุณครับ เช่น จากแอปตัวอย่าง ถ้าคุณถูกใจแอปไหนถ้ามีให้ใช้งานฟรีคุณอาจไปทดลองใช้งานดูก่อน จากนั้นอาจลองค้นหาคอร์สที่สอนใช้งานจากเว็บสอนออนไลน์ต่างๆ ต่อไปก็ได้ครับ หรือหากคุณสนใจใช้งาน ClickUp ผมก็ขอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้คุณครับ 🌱 สอนใช้งาน ClickUp Digital Planner (E-Planner)

👍บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *