Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productivity & Life Hacking    »   5W1H คืออะไร เทคนิคที่เข้าใจง่ายใช้ง่าย แต่ทรงพลัง ในการวางแผนหรือแก้ปัญหาต่างๆ พร้อมตัวอย่างการสั่งงานด้วย Project management tool อย่าง ClickUp

5W1H คืออะไร เทคนิคที่เข้าใจง่ายใช้ง่าย แต่ทรงพลัง ในการวางแผนหรือแก้ปัญหาต่างๆ พร้อมตัวอย่างการสั่งงานด้วย Project management tool อย่าง ClickUp

5w1h

เทคนิคในการวิเคราะห์ปัญหาหรือช่วยในการสื่อสารมีหลายเทคนิค แต่ที่เข้าใจง่ายแถมใช้งานง่ายมากเทคนิคหนึ่งก็คงหนีไม่พ้น 5W1H นอกจากบอกว่า 5W1H คืออะไร บทความนี้ยังยกตัวอย่างเห็นภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการสื่อสาร เนื่องจากการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำงานโดยเฉพาะคำสั่งงาน หากคำสั่งงานหรือคำอธิบายงานไม่ชัดเจน ก็อาจจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและทำให้ผลลัพธ์ของการทำงานไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลเสียต่อองค์กรโดยตรง ที่อาจสร้างปัญหาได้ตั้งแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่

5W1H คืออะไร

5W1H คือ เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์ปัญหา หรือใช้ในการอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล ที่มีจุดกำเนิดในงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1913 โดยจะเป็นเช็คลิสต์คำถามที่นักข่าวต้องใช้สัมภาษณ์ผู้นำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ครบถ้วนชัดเจนที่สุด (wikipedia)

ซึ่ง 5W1H มาจากการนำตัวอักษรตัวแรกของคำถามภาษาอังกฤษ 6 คำ (Kipling Method) มาเรียงต่อกันจาก

  • W 5 ตัว คือ Who?, What?, When?, Where? และ Why?
  • H 1 ตัว คือ How?
5W1H (Kipling Method) เทคนิคการตั้งคำถาม

ตัวอย่างการใช้งานด้านการวิเคราะห์ปัญหาและการสั่งงาน

  1. What (อะไร)
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – เกิดปัญหาอะไรขึ้น?
    • ด้านการสั่งงาน – ต้องการให้ทำอะไร?
  2. Who (ใคร)
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ใครคือสาเหตุของปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากปัญหา?
    • ด้านการสั่งงาน – ใครรับผิดชอบงานนี้?
  3. Where (ที่ไหน)
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน?
    • ด้านการสั่งงาน – งานนี้ต้องทำที่ไหน?
  4. When (เมื่อไหร่)
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – เกิดปัญหาขึ้นเมื่อใด?
    • ด้านการสั่งงาน – ต้องการให้สิ่งที่ทำแล้วเสร็จเมื่อไหร่?
  5. Why (ทำไม)
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ทำไมถึงเกิดปัญหา (ต้นเหตุของปัญหา) ?
    • ด้านการสั่งงาน – ทำไมต้องทำงานนี้ (วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของงาน) ?
  6. How (อย่างไร) – คำถามนี้ส่วนใหญ่จะตอบได้หลังจากนำข้อมูลจาก 5 คำถามแรก (5W) มาวิเคราะห์ผล
    • ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – แก้ปัญหาอย่างไร?
    • ด้านการสั่งงาน – งานนี้ต้องทำอย่างไร?

ประโยชน์ของ 5W1H

  • ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์หรือปัญหาได้อย่างครอบคลุม: การตั้งคำถาม 5W1H ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์หรือปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น
  • ช่วยในการวางแผนและตัดสินใจ: เมื่อเข้าใจสถานการณ์หรือปัญหาอย่างถ่องแท้แล้ว จะสามารถวางแผนการดำเนินงานหรือตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การวางแผนการตลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สุดเราต้องทราบว่า
    • Who (ใคร) – ใครคือลูกค้าของเรา? ✅ จะได้ทำการตลาดถูกกลุ่มเป้าหมาย
    • What (อะไร) – อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าเราต้องการ? ✅ จะได้นำเสนอสินค้าหรือบริการได้ตรงใจลูกค้า
    • Where (ที่ไหน) – ลูกค้าของเราอยู่ที่ไหน? ✅ จะได้รู้ช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าได้
    • When (เมื่อไหร่) – เมื่อไรที่ลูกค้าของเราต้องการสินค้า? ✅ จะได้เสนอขายหรือยิงโฆษณาได้ถูกช่วงเวลา
    • Why (ทำไม) – ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าหรือบริการของเรา? ✅ เพื่อหาจุดแข็งที่ทำให้เอาชนะคู่แข่งและทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากเราได้ง่ายขึ้น
    • How (อย่างไร) – เราจะขายสินค้าให้ลูกค้าอย่างไร? ✅ เพื่อขายสินค้าได้ถูกช่องทาง เช่น หากกลุ่มลูกค้าคือ คนสูงอายุ ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง แบบนี้ถ้าเราเลือกช่องทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซจะไม่มีทางเข้าถึงลูกค้าได้เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสินค้าออนไลน์ ดังนั้นช่องทางที่เหมาะสมคือ การส่งเซลล์ไปตามบ้านในต่างจังหวัดที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่แทน
  • ช่วยในการแก้ปัญหา: การวิเคราะห์ปัญหาด้วย 5W1H ช่วยให้ค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
  • ช่วยในการสื่อสาร: การใช้ 5W1H ในการสื่อสาร ช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน ทำให้ผู้รับสารเข้าใจตรงกันกับสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อ และการสั่งงานก็เป็นประโยชน์ในด้านนี้ ซึ่งหัวข้อถัดๆ ไปทั้งหมดจะอธิบายในเรื่องนี้อย่างละเอียด
pdttg 2025 02 12 10 16 17

การนำ 5W1H ไปใช้ในการสั่งงานพนักงานในทีม

เพื่อให้การสั่งงานพนักงานในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้เทคนิค 5W1H จะช่วยให้คำสั่งชัดเจน ครบถ้วน และลดความสับสน ให้กับพนักงานที่ได้รับคำสั่ง โดยมีวิธีการใช้เทคนิค 5W1H ในการสั่งงานดังนี้

  1. What (อะไร)
    • ควรระบุงานที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าให้ทำอะไร ไม่ควรใช้คำพูดอ้อมค้อมหรือกำกวม รวมถึงลดศัพท์ทางเทคนิคที่พนักงานคนนั้นอาจไม่ทราบด้วย เพื่อลดความสับสนในคำสั่งที่ได้รับ
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “กรุณาจัดทำรายงานสรุปประจำเดือน ที่เคยสั่งให้ทำเมื่อเดือนที่แล้วให้หน่อยครับ”
      • ✅ “กรุณาจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
  2. Who (ใคร)
    • ควรระบุชื่อผู้รับผิดชอบงานให้ชัดเจน หากเป็นการสั่งงานด้วยการพูดคุย ไม่ควรพูดชื่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับผู้ที่ได้รับคำสั่งงาน
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “ใครที่ว่างหรือเคยทำรายงานยอดขายมาแล้ว ช่วยจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
      • ✅ “คุณสมชายช่วยจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
  3. When (เมื่อไหร่)
    • ควรระบุกำหนดเวลาส่งงานให้ชัดเจนและครบถ้วน เนื่องจากกำหนดส่งงาน หรือ Due Date มีความสำคัญต่อการจัดลำดับความสำคัญของงาน หากไม่ระบุให้ชัดเจนในการสั่งงานครั้งแรก อาจจะส่งผลให้ไม่มีงานชิ้นใดเสร็จ
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “จัดทำรายงานสรุปยอดขายเสร็จเมื่อไหร่ ให้ส่งให้ผมทันทีเลยนะครับ”
      • ✅ “กรุณาส่งรายงานสรุปยอดขายให้ผม ภายในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ก่อนเที่ยง”
  4. Where (ที่ไหน)
    • ควรระบุสถานที่หรือตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับงานให้ครบถ้วน
    • หากเป็นสถานที่ภายนอกองค์กร อาจจะระบุ Location โดยใช้วิธีการปักหมุดใน Google Map ทั้งนี้ ควรตรวจสอบความถูกต้องของ Location ก่อน เพื่อลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผู้รับคำสั่งงาน
    • หากเป็นภายในองค์กร ควรระบุ ตึก เลขห้อง หรือ แม้แต่ในห้องทำงานเดียวกันก็อาจระบุเป็น โต๊ะ, ตะกร้าเอกสาร, ลิ้นชักหรือตู้เอกสาร
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “ส่งรายงานสรุปยอดขายไว้ที่โต๊ะผมเลย” (อาจทำให้ไปปนกับเอกสารอื่นได้)
      • ✅ “ส่งรายงานสรุปยอดขาย โดยวางไว้บนโต๊ะทำงานผมในตะกร้าใส่เอกสารสีฟ้า”
  5. Why (ทำไม)
    • ควรอธิบายเหตุผล วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของงานให้เข้าใจและใช้คำพูดที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ควรใช้คำอธิบายอ้อมค้อม, กำกวม หรือคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “เพื่อให้ผมดูหน่อย”
      • ✅ “เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดในไตรมาสหน้า”
  6. How (อย่างไร)
    • ควรให้คำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นรายละเอียดวิธีการทำงาน หรือขั้นตอนการทำงาน
    • ตัวอย่างเช่น
      • ❌ “ดูยอดขาย แล้วนำมาทำรายงาน”
      • ✅ “ใช้ข้อมูลจากระบบ ERP ในการรวบรวมยอดขายของเดือนกรกฏาคม ปี 2567 และใช้ Template A ในการทำรายงาน”

ตัวอย่างการสั่งงานโดยใช้ 5W1H

จากหัวข้อก่อนหน้าคุณอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงขอยกตัวอย่างการสั่งงานด้วยเทคนิค 5W1H ดังด้านล่าง

ตัวอย่างที่ 1: การจัดการโครงการ

What (อะไร): “จัดทำแผนโครงการสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “คุณสมหญิง”
When (เมื่อไหร่): “ภายในสิ้นเดือนนี้”
Where (ที่ไหน): “ออฟฟิศหลัก”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมสามารถเตรียมการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
How (อย่างไร): “ใช้ข้อมูลจากการวิจัยตลาดและแนวทางการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ่ายการตลาด”

คุณสมหญิง (Who) ช่วยจัดทำแผนโครงการสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (What) โดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยตลาดและแนวทางการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ่ายการตลาด (How) กรุณาส่งแผนภายในสิ้นเดือนนี้ (When) เพื่อให้ทีมสามารถเตรียมการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Why)

ตัวอย่างที่ 2: การจัดประชุม

What (อะไร): “จัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “ทุกคนในทีมพัฒนาโครงการ”
When (เมื่อไหร่): “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.”
Where (ที่ไหน): “ห้องประชุม A”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”
How (อย่างไร): “นำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน”

ทุกคนครับ ทีมพัฒนาโครงการของเรา (Who) จะมีการจัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (What) ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น. (When) ณ ห้องประชุม A (Where) โดยให้ทุกคนนำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน (How) เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (Why)

จากทั้ง 2 ตัวอย่างจะเห็นว่า การสั่งงานที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้พนักงานเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน รวมถึงช่วยลดความสับสนในคำสั่งงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานอีกด้วย

ประโยชน์ของการใช้ 5W1H ในการสั่งงาน

  1. เพิ่มความชัดเจนในการสื่อสาร – การใช้ 5W1H จะทำให้คำสั่งงานมีความชัดเจนและครบถ้วน
  2. ลดเวลาสูญเปล่าในการทำงาน – งานที่ไม่ชัดเจนส่งผลให้พนักงานต้องเสียเวลาทำความเข้าใจมากขึ้นก่อนจะเริ่มงาน และอาจจะต้องเสียเวลาสอบถามเพื่อทำความเข้าใจในคำสั่งอีกหลายครั้ง
  3. ลดความสับสนและความผิดพลาด – เมื่อคำสั่งงานชัดเจน พนักงานจะมีความเข้าใจตรงกัน ลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดและความผิดพลาด
  4. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน – การที่พนักงานเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยให้ทำงานได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น
  5. ช่วยให้ง่ายในการติดตามผล – ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะขั้นตอนการทำงาน (How) ทำให้การติดตามผลและตรวจสอบความคืบหน้าของงานจะทำได้ง่าย และทราบได้ว่าอยู่ในขั้นตอนใด
  6. ไม่สร้างความเครียดให้กับพนักงาน – การที่สั่งงานด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กำกวมหรือไม่ชัดเจน จะส่งผลให้พนักงานที่รับคำสั่งเกิดความไม่เข้าใจและลังเลที่จะตัดสินใจ จนเกิดเป็นความกลัววลใจว่าสิ่งที่จะต้องทำนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ และยิ่งถ้าพนักงานคนนั้นไม่กล้าสอบถามหัวหน้า เพราะกลัวว่าจะแสดงออกว่าตัวเองไม่เก่ง เข้าใจอะไรยาก พนักงานคนนั้นจะยิ่งเครียดมากยิ่งขึ้น หากเราสั่งงานด้วย 5W1H ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น
pdttg 2025 02 12 10 15 55

วิธีการนำไปปรับใช้ในองค์กร

  1. อบรมพนักงาน – อธิบายเทคนิค 5W1H พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้กับหัวหน้าทีมและพนักงาน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ในการสื่อสารงาน
  2. สร้างแบบฟอร์มการสั่งงาน – อาจสร้างแบบฟอร์มหรือ Template สำหรับโปรแกรมเอกสารที่ใช้อยู่ เช่น Google Doc หรือ Microsoft Word โดยมีฟิลด์ข้อมูลให้ระบุ 5W1H อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารงาน (หลายองค์กรการสั่งงานจะอยู่ในรูปแบบปากเปล่า อาจจะเป็นหัวหน้าเรียกเข้าพบหรือจัดประชุมเพื่อสั่งงาน โดยที่หัวหน้าจะอธิบายงานให้ฟัง และพนักงานจะต้องโน๊ตงานด้วยตัวเอง อาจจะผ่านสมุดโน๊ตหรือสมุด Planner ถ้าการทำงานของคุณเป็นแบบนี้ ผมแนะนำให้เขียนคำถามทั้ง 6 เอาไว้ก่อนเริ่มประชุม ถ้าหัวหน้าตกหล่นคำถามไหนไปจะได้ถามได้ครบถ้วน หรือแม้แต่การสั่งงานผ่านไลน์หรืออีเมล์ก็ควรถามให้ครบทุกคำถามเช่นกัน)
  3. ตรวจสอบและปรับปรุง – ตรวจสอบการใช้งาน 5W1H ในการสั่งงาน และปรับปรุงตามความเหมาะสม เพื่อให้การสื่อสารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. นำไปใช้ปรับใช้กับเทคนิคอื่น เช่น SMART Goal – ซึ่งคือเทคนิคที่ช่วยให้การตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะระดับบุคคล, ทีม หรือองค์กร ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น (ซึ่งผมได้เขียนบทความรายละเอียดตัวและอย่างการใช้งานไว้แล้วตามลิงก์เลยครับ)
  5. นำไปปรับใช้กับ ซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือบริการจัดการงานที่ใช้อยู่ เช่น Project management tool หรือ Productivity Platform

การนำไปปรับใช้กับตัวคุณเอง

การสั่งงานที่ใช้เทคนิค 5W1H ไม่ใช่จะเหมาะเฉพาะสั่งงานคนอื่นเท่านั้น หากนำไปใช้ในการสั่งงานตัวคุณเอง คุณก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากตามที่ผมได้พูดถึงไปแล้วในหัวข้อก่อนๆ เช่นกัน

pdttg 2025 02 12 10 15 34

ซึ่งการสั่งงานส่วนตัวคุณก็สามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น

  • นำไปจดสั่งงานบน สมุดโน้ต หรือ To-Do List
  • นำไปจดสั่งงานบนสมุด Planner, Digital Planner หรือ E-Planner
  • นำไปสั่งงานหรือวางแผนงานและชีวิตด้วย Project Management Tool 👉ClickUp

ตัวอย่างการใช้งานจริงด้วย Project management tool (ClickUp)

เครื่องมือบริหารงานและโครงการ (Project management tool) ส่วนใหญ่จะสั่งงานผ่านสิ่งที่เรียกว่า Task ซึ่งทำหน้าที่ทดแทนแบบฟอร์มการสั่งงาน และเพิ่มฟังก์ชั่นที่ช่วยในการบริหารงานเข้าไปอีกมากมาย ซึ่ง ClickUp คือเครื่องมือเอนกประสงค์ที่ช่วยในการบริหารจัดการงานตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติครบครันมากที่สุด

คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรีตลอดชีพสำหรับแผน Free Forever เลยครับ ถึงแม้จะฟรี! แต่ก็มีฟีเจอร์ให้ใช้งานได้มากกว่า 50% ของฟีเจอร์บนแผนพรีเมียมเลยนะครับ  
👉สมัคงง่ายๆ ได้ตามบทความนี่เลยครับ สมัครสมาชิก ClickUp

ก่อนอื่นผมจะพาคุณมาดูหน้าตาของ Task กันก่อน ซึ่งจะเรียกว่า “แบบฟอร์มสั่งงานอัจฉริยะ” ก็คงได้ เพราะจะมีฟิลด์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานรวมถึงฟังก์ชั่นในการทำงานอยู่อย่างครบถ้วน

pdttg 2025 02 12 10 13 37

จากรูปจะแบ่งได้ 2 โซนหลักคือ

  • โซนด้านซ้าย – เปรียบเสมือนแบบฟอร์มสั่งงานที่สามารถกรอกข้อมูลต่างๆ ของงานได้ หรือ สร้างข้อมูลเพิ่ม(Custom Fields) ได้เอง รวมทั้งยังสามารถอัพโหลดไฟล์ต่างๆ (Attachments) ที่เกี่ยวข้องกับงานเก็บไปไว้ได้ในที่เดียว และฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น การสร้างงานย่อย (Subtasks), การสร้าง Checklists (Action items), การเชื่อมโยงงานนี้กับงานอื่น (Relationships), การจับเวลาทำงาน (Track Time) เป็นต้น
  • โซนด้านขวา – คือฟังก์ชั่นสำหรับพูดคุยสื่อสารกันเหมือน Comment ของโซเชียลมีเดียต่างๆ และยังมีการเก็บประวัติการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับงานไว้ด้วย เช่น สร้างงานเมื่อไหร่, ใครสร้างงาน, มอบหมายงานให้ใคร, เปลี่ยนสถานะเมื่อไหร่ เป็นต้น

จากตัวอย่างนี้

What (อะไร): “จัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “ทุกคนในทีมพัฒนาโครงการ”
When (เมื่อไหร่): “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.”
Where (ที่ไหน): “ห้องประชุม A”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”
How (อย่างไร): “นำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน”

ผมจะนำมากรอกคำสั่งงานเป็นตัวอย่างให้ดูกันครับ

pdttg 2025 02 12 10 14 33

สำหรับ When ที่บอกว่าเป็น “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.” ClickUp สามารถสร้างงานเป็นรูทีนได้อัตโนมัติโดยตั้งค่าว่าให้มี Due date เป็นทุกๆ วันจันทร์ ด้วยฟีเจอร์ Recurring Task

หรืออาจใช้ Custom Fields เข้าช่วยเพื่อให้ข้อมูลถูกแยกกันชัดเจนขึ้น โดยสร้างขึ้น 2 ฟิลด์ สำหรับ Why และ Where ดังภาพครับ

pdttg 2025 02 12 10 15 01

ในหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ เพื่อให้คุณเห็นภาพมากขึ้นนะครับ หากลงรายละเอียดแล้วล่ะก็ คุณจะพบว่า ClickUp ช่วยในการทำงานได้แทบจะทุกด้านเลยครับ หากสนใจศึกษาการใช้งาน Task Management tools หรือ Project management tool อย่าง ClickUp เพิ่มเติม ก็สามารถอ่านบทความได้ใน productivetogo ของเราเลยครับ

สรุป

คุณคงเห็นแล้วนะครับว่าการสั่งงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่ตอบถามง่ายๆ 6 ข้อ คือ 5W1H ทุกๆ คนในทีมจะสามารถเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากนำเทคนิค 5W1H มาใช้ในด้านอื่นๆ เช่น การวางแผนหรือวิเคราะห์ปัญหาร่วมด้วย จะยิ่งเป็นการเพิ่ม Productivity ในการทำงานได้อย่างมาก และหากนำเทคนิคนี้มาใช้อย่างต่อเนื่องจะสามารถนำความสำเร็จมาสู่องค์กรได้ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

อ้างอิง

👍บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *