เทคนิคในการวิเคราะห์ปัญหาหรือช่วยในการสื่อสารมีหลายเทคนิค แต่ที่เข้าใจง่ายแถมใช้งานง่ายมากเทคนิคหนึ่งก็คงหนีไม่พ้น 5W1H นอกจากบอกว่า 5W1H คืออะไร บทความนี้ยังยกตัวอย่างเห็นภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะในด้านการสื่อสาร เนื่องจากการสื่อสารที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการทำงานโดยเฉพาะคำสั่งงาน หากคำสั่งงานหรือคำอธิบายงานไม่ชัดเจน ก็อาจจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดและทำให้ผลลัพธ์ของการทำงานไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งส่งผลเสียต่อองค์กรโดยตรง ที่อาจสร้างปัญหาได้ตั้งแต่ขนาดเล็กๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่
5W1H คืออะไร
5W1H คือ เทคนิคการตั้งคำถามเพื่อวิเคราะห์ปัญหา หรือใช้ในการอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล ที่มีจุดกำเนิดในงานผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1913 โดยจะเป็นเช็คลิสต์คำถามที่นักข่าวต้องใช้สัมภาษณ์ผู้นำ เพื่อให้ได้คำตอบที่ครบถ้วนชัดเจนที่สุด (wikipedia)
ซึ่ง 5W1H มาจากการนำตัวอักษรตัวแรกของคำถามภาษาอังกฤษ 6 คำ (Kipling Method) มาเรียงต่อกันจาก
- W 5 ตัว คือ Who?, What?, When?, Where? และ Why?
- H 1 ตัว คือ How?

ตัวอย่างการใช้งานด้านการวิเคราะห์ปัญหาและการสั่งงาน
- What (อะไร)
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – เกิดปัญหาอะไรขึ้น?
- ด้านการสั่งงาน – ต้องการให้ทำอะไร?
- Who (ใคร)
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ใครคือสาเหตุของปัญหาหรือได้รับผลกระทบจากปัญหา?
- ด้านการสั่งงาน – ใครรับผิดชอบงานนี้?
- Where (ที่ไหน)
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ปัญหาเกิดขึ้นที่ไหน?
- ด้านการสั่งงาน – งานนี้ต้องทำที่ไหน?
- When (เมื่อไหร่)
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – เกิดปัญหาขึ้นเมื่อใด?
- ด้านการสั่งงาน – ต้องการให้สิ่งที่ทำแล้วเสร็จเมื่อไหร่?
- Why (ทำไม)
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – ทำไมถึงเกิดปัญหา (ต้นเหตุของปัญหา) ?
- ด้านการสั่งงาน – ทำไมต้องทำงานนี้ (วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของงาน) ?
- How (อย่างไร) – คำถามนี้ส่วนใหญ่จะตอบได้หลังจากนำข้อมูลจาก 5 คำถามแรก (5W) มาวิเคราะห์ผล
- ด้านการวิเคราะห์ปัญหา – แก้ปัญหาอย่างไร?
- ด้านการสั่งงาน – งานนี้ต้องทำอย่างไร?
ประโยชน์ของ 5W1H
- ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์หรือปัญหาได้อย่างครอบคลุม: การตั้งคำถาม 5W1H ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์หรือปัญหาได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น
- ช่วยในการวางแผนและตัดสินใจ: เมื่อเข้าใจสถานการณ์หรือปัญหาอย่างถ่องแท้แล้ว จะสามารถวางแผนการดำเนินงานหรือตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การวางแผนการตลาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่สุดเราต้องทราบว่า
- Who (ใคร) – ใครคือลูกค้าของเรา? ✅ จะได้ทำการตลาดถูกกลุ่มเป้าหมาย
- What (อะไร) – อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าเราต้องการ? ✅ จะได้นำเสนอสินค้าหรือบริการได้ตรงใจลูกค้า
- Where (ที่ไหน) – ลูกค้าของเราอยู่ที่ไหน? ✅ จะได้รู้ช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าได้
- When (เมื่อไหร่) – เมื่อไรที่ลูกค้าของเราต้องการสินค้า? ✅ จะได้เสนอขายหรือยิงโฆษณาได้ถูกช่วงเวลา
- Why (ทำไม) – ทำไมลูกค้าต้องซื้อสินค้าหรือบริการของเรา? ✅ เพื่อหาจุดแข็งที่ทำให้เอาชนะคู่แข่งและทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อจากเราได้ง่ายขึ้น
- How (อย่างไร) – เราจะขายสินค้าให้ลูกค้าอย่างไร? ✅ เพื่อขายสินค้าได้ถูกช่องทาง เช่น หากกลุ่มลูกค้าคือ คนสูงอายุ ที่อาศัยอยู่นอกเขตเมือง แบบนี้ถ้าเราเลือกช่องทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซจะไม่มีทางเข้าถึงลูกค้าได้เพราะคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสินค้าออนไลน์ ดังนั้นช่องทางที่เหมาะสมคือ การส่งเซลล์ไปตามบ้านในต่างจังหวัดที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่แทน
- ช่วยในการแก้ปัญหา: การวิเคราะห์ปัญหาด้วย 5W1H ช่วยให้ค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม
- ช่วยในการสื่อสาร: การใช้ 5W1H ในการสื่อสาร ช่วยให้สามารถถ่ายทอดข้อมูลได้อย่างครบถ้วนและชัดเจน ทำให้ผู้รับสารเข้าใจตรงกันกับสิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการสื่อ และการสั่งงานก็เป็นประโยชน์ในด้านนี้ ซึ่งหัวข้อถัดๆ ไปทั้งหมดจะอธิบายในเรื่องนี้อย่างละเอียด

การนำ 5W1H ไปใช้ในการสั่งงานพนักงานในทีม
เพื่อให้การสั่งงานพนักงานในทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้เทคนิค 5W1H จะช่วยให้คำสั่งชัดเจน ครบถ้วน และลดความสับสน ให้กับพนักงานที่ได้รับคำสั่ง โดยมีวิธีการใช้เทคนิค 5W1H ในการสั่งงานดังนี้
- What (อะไร)
- ควรระบุงานที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าให้ทำอะไร ไม่ควรใช้คำพูดอ้อมค้อมหรือกำกวม รวมถึงลดศัพท์ทางเทคนิคที่พนักงานคนนั้นอาจไม่ทราบด้วย เพื่อลดความสับสนในคำสั่งที่ได้รับ
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “กรุณาจัดทำรายงานสรุปประจำเดือน ที่เคยสั่งให้ทำเมื่อเดือนที่แล้วให้หน่อยครับ”
- ✅ “กรุณาจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
- Who (ใคร)
- ควรระบุชื่อผู้รับผิดชอบงานให้ชัดเจน หากเป็นการสั่งงานด้วยการพูดคุย ไม่ควรพูดชื่อผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกับผู้ที่ได้รับคำสั่งงาน
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “ใครที่ว่างหรือเคยทำรายงานยอดขายมาแล้ว ช่วยจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
- ✅ “คุณสมชายช่วยจัดทำรายงานสรุปยอดขายประจำเดือนนี้ให้หน่อยครับ”
- When (เมื่อไหร่)
- ควรระบุกำหนดเวลาส่งงานให้ชัดเจนและครบถ้วน เนื่องจากกำหนดส่งงาน หรือ Due Date มีความสำคัญต่อการจัดลำดับความสำคัญของงาน หากไม่ระบุให้ชัดเจนในการสั่งงานครั้งแรก อาจจะส่งผลให้ไม่มีงานชิ้นใดเสร็จ
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “จัดทำรายงานสรุปยอดขายเสร็จเมื่อไหร่ ให้ส่งให้ผมทันทีเลยนะครับ”
- ✅ “กรุณาส่งรายงานสรุปยอดขายให้ผม ภายในวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ก่อนเที่ยง”
- Where (ที่ไหน)
- ควรระบุสถานที่หรือตำแหน่ง ที่เกี่ยวข้องกับงานให้ครบถ้วน
- หากเป็นสถานที่ภายนอกองค์กร อาจจะระบุ Location โดยใช้วิธีการปักหมุดใน Google Map ทั้งนี้ ควรตรวจสอบความถูกต้องของ Location ก่อน เพื่อลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับผู้รับคำสั่งงาน
- หากเป็นภายในองค์กร ควรระบุ ตึก เลขห้อง หรือ แม้แต่ในห้องทำงานเดียวกันก็อาจระบุเป็น โต๊ะ, ตะกร้าเอกสาร, ลิ้นชักหรือตู้เอกสาร
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “ส่งรายงานสรุปยอดขายไว้ที่โต๊ะผมเลย” (อาจทำให้ไปปนกับเอกสารอื่นได้)
- ✅ “ส่งรายงานสรุปยอดขาย โดยวางไว้บนโต๊ะทำงานผมในตะกร้าใส่เอกสารสีฟ้า”
- Why (ทำไม)
- ควรอธิบายเหตุผล วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของงานให้เข้าใจและใช้คำพูดที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ควรใช้คำอธิบายอ้อมค้อม, กำกวม หรือคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “เพื่อให้ผมดูหน่อย”
- ✅ “เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดในไตรมาสหน้า”
- How (อย่างไร)
- ควรให้คำแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นรายละเอียดวิธีการทำงาน หรือขั้นตอนการทำงาน
- ตัวอย่างเช่น
- ❌ “ดูยอดขาย แล้วนำมาทำรายงาน”
- ✅ “ใช้ข้อมูลจากระบบ ERP ในการรวบรวมยอดขายของเดือนกรกฏาคม ปี 2567 และใช้ Template A ในการทำรายงาน”
ตัวอย่างการสั่งงานโดยใช้ 5W1H
จากหัวข้อก่อนหน้าคุณอาจจะยังเห็นภาพไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงขอยกตัวอย่างการสั่งงานด้วยเทคนิค 5W1H ดังด้านล่าง
ตัวอย่างที่ 1: การจัดการโครงการ
What (อะไร): “จัดทำแผนโครงการสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “คุณสมหญิง”
When (เมื่อไหร่): “ภายในสิ้นเดือนนี้”
Where (ที่ไหน): “ออฟฟิศหลัก”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมสามารถเตรียมการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
How (อย่างไร): “ใช้ข้อมูลจากการวิจัยตลาดและแนวทางการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ่ายการตลาด”
คุณสมหญิง (Who) ช่วยจัดทำแผนโครงการสำหรับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (What) โดยใช้ข้อมูลจากการวิจัยตลาดและแนวทางการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้จากฝ่ายการตลาด (How) กรุณาส่งแผนภายในสิ้นเดือนนี้ (When) เพื่อให้ทีมสามารถเตรียมการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Why)
ตัวอย่างที่ 2: การจัดประชุม
What (อะไร): “จัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “ทุกคนในทีมพัฒนาโครงการ”
When (เมื่อไหร่): “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.”
Where (ที่ไหน): “ห้องประชุม A”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”
How (อย่างไร): “นำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน”
ทุกคนครับ ทีมพัฒนาโครงการของเรา (Who) จะมีการจัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (What) ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น. (When) ณ ห้องประชุม A (Where) โดยให้ทุกคนนำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน (How) เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (Why)
จากทั้ง 2 ตัวอย่างจะเห็นว่า การสั่งงานที่ชัดเจนแบบนี้จะช่วยให้พนักงานเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน รวมถึงช่วยลดความสับสนในคำสั่งงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานอีกด้วย
ประโยชน์ของการใช้ 5W1H ในการสั่งงาน
- เพิ่มความชัดเจนในการสื่อสาร – การใช้ 5W1H จะทำให้คำสั่งงานมีความชัดเจนและครบถ้วน
- ลดเวลาสูญเปล่าในการทำงาน – งานที่ไม่ชัดเจนส่งผลให้พนักงานต้องเสียเวลาทำความเข้าใจมากขึ้นก่อนจะเริ่มงาน และอาจจะต้องเสียเวลาสอบถามเพื่อทำความเข้าใจในคำสั่งอีกหลายครั้ง
- ลดความสับสนและความผิดพลาด – เมื่อคำสั่งงานชัดเจน พนักงานจะมีความเข้าใจตรงกัน ลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดและความผิดพลาด
- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน – การที่พนักงานเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างชัดเจน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยให้ทำงานได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น
- ช่วยให้ง่ายในการติดตามผล – ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะขั้นตอนการทำงาน (How) ทำให้การติดตามผลและตรวจสอบความคืบหน้าของงานจะทำได้ง่าย และทราบได้ว่าอยู่ในขั้นตอนใด
- ไม่สร้างความเครียดให้กับพนักงาน – การที่สั่งงานด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน กำกวมหรือไม่ชัดเจน จะส่งผลให้พนักงานที่รับคำสั่งเกิดความไม่เข้าใจและลังเลที่จะตัดสินใจ จนเกิดเป็นความกลัววลใจว่าสิ่งที่จะต้องทำนั้นถูกต้องจริงหรือไม่ และยิ่งถ้าพนักงานคนนั้นไม่กล้าสอบถามหัวหน้า เพราะกลัวว่าจะแสดงออกว่าตัวเองไม่เก่ง เข้าใจอะไรยาก พนักงานคนนั้นจะยิ่งเครียดมากยิ่งขึ้น หากเราสั่งงานด้วย 5W1H ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น

วิธีการนำไปปรับใช้ในองค์กร
- อบรมพนักงาน – อธิบายเทคนิค 5W1H พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้กับหัวหน้าทีมและพนักงาน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและนำไปใช้ในการสื่อสารงาน
- สร้างแบบฟอร์มการสั่งงาน – อาจสร้างแบบฟอร์มหรือ Template สำหรับโปรแกรมเอกสารที่ใช้อยู่ เช่น Google Doc หรือ Microsoft Word โดยมีฟิลด์ข้อมูลให้ระบุ 5W1H อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารงาน (หลายองค์กรการสั่งงานจะอยู่ในรูปแบบปากเปล่า อาจจะเป็นหัวหน้าเรียกเข้าพบหรือจัดประชุมเพื่อสั่งงาน โดยที่หัวหน้าจะอธิบายงานให้ฟัง และพนักงานจะต้องโน๊ตงานด้วยตัวเอง อาจจะผ่านสมุดโน๊ตหรือสมุด Planner ถ้าการทำงานของคุณเป็นแบบนี้ ผมแนะนำให้เขียนคำถามทั้ง 6 เอาไว้ก่อนเริ่มประชุม ถ้าหัวหน้าตกหล่นคำถามไหนไปจะได้ถามได้ครบถ้วน หรือแม้แต่การสั่งงานผ่านไลน์หรืออีเมล์ก็ควรถามให้ครบทุกคำถามเช่นกัน)
- ตรวจสอบและปรับปรุง – ตรวจสอบการใช้งาน 5W1H ในการสั่งงาน และปรับปรุงตามความเหมาะสม เพื่อให้การสื่อสารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- นำไปใช้ปรับใช้กับเทคนิคอื่น เช่น SMART Goal – ซึ่งคือเทคนิคที่ช่วยให้การตั้งเป้าหมายไม่ว่าจะระดับบุคคล, ทีม หรือองค์กร ให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น (ซึ่งผมได้เขียนบทความรายละเอียดตัวและอย่างการใช้งานไว้แล้วตามลิงก์เลยครับ)
- นำไปปรับใช้กับ ซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือบริการจัดการงานที่ใช้อยู่ เช่น Project management tool หรือ Productivity Platform
การนำไปปรับใช้กับตัวคุณเอง
การสั่งงานที่ใช้เทคนิค 5W1H ไม่ใช่จะเหมาะเฉพาะสั่งงานคนอื่นเท่านั้น หากนำไปใช้ในการสั่งงานตัวคุณเอง คุณก็จะได้รับประโยชน์อย่างมากตามที่ผมได้พูดถึงไปแล้วในหัวข้อก่อนๆ เช่นกัน

ซึ่งการสั่งงานส่วนตัวคุณก็สามารถทำได้หลายช่องทาง เช่น
- นำไปจดสั่งงานบน สมุดโน้ต หรือ To-Do List
- นำไปจดสั่งงานบนสมุด Planner, Digital Planner หรือ E-Planner
- นำไปสั่งงานหรือวางแผนงานและชีวิตด้วย Project Management Tool 👉ClickUp
ตัวอย่างการใช้งานจริงด้วย Project management tool (ClickUp)
เครื่องมือบริหารงานและโครงการ (Project management tool) ส่วนใหญ่จะสั่งงานผ่านสิ่งที่เรียกว่า Task ซึ่งทำหน้าที่ทดแทนแบบฟอร์มการสั่งงาน และเพิ่มฟังก์ชั่นที่ช่วยในการบริหารงานเข้าไปอีกมากมาย ซึ่ง ClickUp คือเครื่องมือเอนกประสงค์ที่ช่วยในการบริหารจัดการงานตัวหนึ่งที่มีคุณสมบัติครบครันมากที่สุด
คุณสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ฟรีตลอดชีพสำหรับแผน Free Forever เลยครับ ถึงแม้จะฟรี! แต่ก็มีฟีเจอร์ให้ใช้งานได้มากกว่า 50% ของฟีเจอร์บนแผนพรีเมียมเลยนะครับ
👉สมัคงง่ายๆ ได้ตามบทความนี่เลยครับ สมัครสมาชิก ClickUp
ก่อนอื่นผมจะพาคุณมาดูหน้าตาของ Task กันก่อน ซึ่งจะเรียกว่า “แบบฟอร์มสั่งงานอัจฉริยะ” ก็คงได้ เพราะจะมีฟิลด์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานรวมถึงฟังก์ชั่นในการทำงานอยู่อย่างครบถ้วน

จากรูปจะแบ่งได้ 2 โซนหลักคือ
- โซนด้านซ้าย – เปรียบเสมือนแบบฟอร์มสั่งงานที่สามารถกรอกข้อมูลต่างๆ ของงานได้ หรือ สร้างข้อมูลเพิ่ม(Custom Fields) ได้เอง รวมทั้งยังสามารถอัพโหลดไฟล์ต่างๆ (Attachments) ที่เกี่ยวข้องกับงานเก็บไปไว้ได้ในที่เดียว และฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น การสร้างงานย่อย (Subtasks), การสร้าง Checklists (Action items), การเชื่อมโยงงานนี้กับงานอื่น (Relationships), การจับเวลาทำงาน (Track Time) เป็นต้น
- โซนด้านขวา – คือฟังก์ชั่นสำหรับพูดคุยสื่อสารกันเหมือน Comment ของโซเชียลมีเดียต่างๆ และยังมีการเก็บประวัติการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับงานไว้ด้วย เช่น สร้างงานเมื่อไหร่, ใครสร้างงาน, มอบหมายงานให้ใคร, เปลี่ยนสถานะเมื่อไหร่ เป็นต้น
จากตัวอย่างนี้
What (อะไร): “จัดประชุมประจำสัปดาห์เพื่อสรุปสถานะโครงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่”
Who (ใคร): “ทุกคนในทีมพัฒนาโครงการ”
When (เมื่อไหร่): “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.”
Where (ที่ไหน): “ห้องประชุม A”
Why (ทำไม): “เพื่อให้ทีมได้อัปเดตสถานะและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น”
How (อย่างไร): “นำเสนอรายงานความคืบหน้าและประเด็นปัญหาที่พบในการทำงาน”
ผมจะนำมากรอกคำสั่งงานเป็นตัวอย่างให้ดูกันครับ

สำหรับ When ที่บอกว่าเป็น “ทุกวันจันทร์เวลา 10.00 น.” ClickUp สามารถสร้างงานเป็นรูทีนได้อัตโนมัติโดยตั้งค่าว่าให้มี Due date เป็นทุกๆ วันจันทร์ ด้วยฟีเจอร์ Recurring Task
หรืออาจใช้ Custom Fields เข้าช่วยเพื่อให้ข้อมูลถูกแยกกันชัดเจนขึ้น โดยสร้างขึ้น 2 ฟิลด์ สำหรับ Why และ Where ดังภาพครับ

ในหัวข้อนี้เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ เพื่อให้คุณเห็นภาพมากขึ้นนะครับ หากลงรายละเอียดแล้วล่ะก็ คุณจะพบว่า ClickUp ช่วยในการทำงานได้แทบจะทุกด้านเลยครับ หากสนใจศึกษาการใช้งาน Task Management tools หรือ Project management tool อย่าง ClickUp เพิ่มเติม ก็สามารถอ่านบทความได้ใน productivetogo ของเราเลยครับ
สรุป
คุณคงเห็นแล้วนะครับว่าการสั่งงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแค่ตอบถามง่ายๆ 6 ข้อ คือ 5W1H ทุกๆ คนในทีมจะสามารถเข้าใจงานที่ต้องทำอย่างถูกต้อง และสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากนำเทคนิค 5W1H มาใช้ในด้านอื่นๆ เช่น การวางแผนหรือวิเคราะห์ปัญหาร่วมด้วย จะยิ่งเป็นการเพิ่ม Productivity ในการทำงานได้อย่างมาก และหากนำเทคนิคนี้มาใช้อย่างต่อเนื่องจะสามารถนำความสำเร็จมาสู่องค์กรได้ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
อ้างอิง




