หากคุณเคยตั้งเป้าหมายแล้วรู้สึกว่ามันเป็นเพียง “ความฝันที่ไกลเกินเอื้อม” หรือแม้กระทั่งเคยล้มเหลวในการไปให้ถึงจุดหมาย ผมอยากบอกคุณว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียวครับ หลายคนเผชิญความท้าทายแบบเดียวกัน แต่มีวิธีหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนเป้าหมายธรรมดาให้กลายเป็นแผนการที่มีประสิทธิภาพและสำเร็จได้จริง วิธีนั้นคือ SMART Goal ซึ่งบทความนี้จะพาคุณมาทำความรู้จัก และแนะนำวิธีใช้แบบ Step by Step พร้อมเคล็ดลับในการใช้งานให้ได้ผลจริงด้วยครับ 😊
SMART Goal คืออะไร?
SMART Goal คือหลักการตั้งเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งมีองค์ประกอบหรือกฏเกณฑ์ 5 ข้อที่เป้าหมายของคุณจะต้องมี ที่ย่อมาจากตัวอักษรแรกของคำเหล่านี้ Specific (เฉพาะเจาะจง), Measurable (วัดผลได้), Achievable (ทำได้จริง), Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่), Time-based (มีกรอบเวลา) ซึ่งใช้ได้กับทั้งเป้าหมายส่วนตัว, เป้าหมายด้านการทำงาน และ เป้าหมายทางธุริกจ
องค์ประกอบของ SMART Goal

S: Specific (เฉพาะเจาะจง)
เป้าหมายต้องชัดเจน ไม่คลุมเครือ เช่น แทนที่จะบอกว่า “อยากสุขภาพดี” คุณอาจกำหนดว่า “อยากลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมภายใน 3 เดือน”
M: Measurable (วัดผลได้)
เป้าหมายที่ดีต้องวัดความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจนหรือเป็นจำนวนนับ เช่น “วิ่ง 3 กิโลเมตรต่อวันและ 4 วันต่อสัปดาห์” ช่วยให้คุณตรวจสอบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น
A: Achievable (ทำได้จริง)
เป้าหมายควรอยู่ในขอบเขตที่คุณสามารถทำได้ ไม่ไกลเกินจริงจนท้อ เช่น การลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์แทนที่จะตั้งเป้าว่าลด 10 กิโลกรัมใน 1 เดือน
R: Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่)
เป้าหมายควรสอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่หรือสิ่งที่คุณให้ความสำคัญ เช่น ตั้งเป้าหมายพัฒนาทักษะที่ช่วยเพิ่มโอกาสในอาชีพหรือสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของคุณ หรือจะเป็นด้านสุขภาพที่ดีขึ้นของคุณก็ได้
T: Time-based (มีกรอบเวลา)
การกำหนดเส้นตายช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างแม่นยำและไม่ผัดวันประกันพรุ่ง เช่น การตั้งเป้าว่า “เรียนจบคอร์สออนไลน์นี้ภายใน 1 สัปดาห์” หรือ “ลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมภายใน 3 เดือน”
การใช้งาน SMART Goal แบบ Step by Step
โดยการใช้งานผมจะเพิ่มพลังให้กับ SMART Goal อีกขั้นหนึ่ง ด้วยการใช้เทคนิค 5W1H ร่วมด้วย ซึ่งคือคำถามทั้ง 6 ได้แก่ Who?, What?, When?, Where? Why? และ How? ที่เป็นตัวช่วยในการวางแผนและวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ให้ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจแต่ละองค์ประกอบได้อย่างเป็นระบบและนำไปใช้งานได้อย่างง่ายยิ่งขึ้นครับ
S: Specific (เฉพาะเจาะจง)

เกณฑ์แรกคือการทำให้เป้าหมายของคุณมีความเฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ด้วยการตอบคำถาม เหล่านี้
What: เป้าหมายที่ต้องการบรรลุคืออะไร? ซึ่งคำตอบที่ได้ ก็คือสารตั้งต้นของเป้าหมายทั้งหมดเลยนั่นเองครับ เช่น
- “ลดน้ำหนัก”
- “มีคนเข้าเว็บเยอะขึ้น”
- “มียอดขายเพิ่มขึ้น”
- เป็นต้น
Who: ใครเป็นผู้รับผิดชอบหรือใครเป็นคนดำเนินการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย? เช่น คุณเอง, ทีมงาน, บริษัท หรือบุคคลอื่น
Where: สถานที่หรือบริบทที่เป้าหมายเกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น
- “ลดน้ำหนัก” 👉 บ้าน, ฟิตเนส หรือ โรงยิม
- “มีคนเข้าเว็บเยอะขึ้น” 👉 เว็บไซต์
- “มียอดขายเพิ่มขึ้น” 👉 ร้านค้าหรือโซเชียล
ตัวอย่าง:
- “ผมจะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายที่ฟิตเนสใกล้บ้าน”
- “บริษัทเราจะต้องเพิ่มยอดขายบนเว็บไซต์ e-commerce ของเรา”
M: Measurable (วัดผลได้)

เกณฑ์นี้คุณจะต้องทำให้เป้าหมายของคุณวัดผลได้จริง ด้วยการตอบคำถามเหล่านี้
What: จะวัดผลสำเร็จของเป้าหมายด้วยอะไร? เช่น จำนวนกิโลกรัมที่ลดลง, ยอดขายที่เพิ่มขึ้น
How: ใช้วิธีการอะไรในการวัดผล? เช่น เครื่องชั่งน้ำหนัก, รายงานยอดขาย
ตัวอย่าง:
- “ลดน้ำหนัก 3 กิโลกรัมใน 1 เดือน วัดผลด้วยด้วยเครื่องชั่งแบบวัดไขมันได้”
- “ยอดขายเพิ่มขึ้น 15% โดยวัดผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในรายงานยอดขายบนเว็บไซต์ e-commerce ของเรา”

A: Achievable (ทำได้จริง)

เกณฑ์นี้ตรวจสอบว่าเป้าหมายของคุณทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ ความสามารถของคุณและทรัพยากรที่คุณมี ด้วยการตอบคำถามเหล่านี้
Why: ทำไมเป้าหมายนี้ถึงจะเป็นไปได้จริง? เช่น การลด 3 กิโลกรัมใน 1 เดือนทำได้จริงหรือไม่, ยอดขายที่ต้องการเพิ่มเป็นไปได้จริงเหรอ
How: วิธีที่เป็นไปได้ในการบรรลุเป้าหมายคืออะไร? เช่น วิ่งวันละ 3 กิโลกรัม, กินอาหารไม่เกิน 2000kcal หรือ เพิ่มช่องทางการยิง Ads เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บมากขึ้น เป็นต้น
ตัวอย่าง:
- “กินอาหารไม่เกินวันละ 2000kcal แต่ไม่น้อยกว่า 1600kcal เพื่อที่น้ำหนักยังคงลดได้โดยไม่เสียสุขภาพ”
- “ยิง Ads บน Facebook วันละ 800 บาท ซึ่งคือเงินลงทุนที่ยอมรับได้”
R: Relevant (สอดคล้องกับเป้าหมายใหญ่)

เกณฑ์ข้อนี้จะโฟกัสไปที่เป้าหมายใหญ่หรือระยะยาว ด้วยการตอบคำถาม
Why: ทำไมเป้าหมายนี้จึงช่วยสนับสนุนเป้าหมายใหญ่หรือความต้องการในชีวิต?
โดยเป็นการตรวจสอบอีกครั้งว่าเป้าหมายที่คุณวางไว้นั้นเกี่ยวข้องกับเป้าหมายใหญ่หรือเป้าหมายชีวิตของคุณจริงหรือไม่ เพราะต่อให้คุณตั้งเป้าหมายได้ดีแต่ถ้าไม่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาว มันก็จะพาคุณเดินไปผิดทางได้ เช่น เป้าหมายใหญ่ของคุณคืออยากอายุยืนและมีสุขภาพดี จึงต้องการลดน้ำหนัก แต่คุณดันตั้งเป้าหมายแบบหักโหมเกินไปเช่น วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร หรือ กินอาหารไม่เกิน 1000kcal ซึ่งคุณอาจจะลดน้ำหนักได้จริงๆ แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพซึ่งเป็นการย้อนแย้งกับเป้าหมายใหญ่ของคุณนั่นเอง

ตัวอย่าง:
- “ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแต่จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อลดลง เพราะอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่ออยู่กับคนที่รักไปนานๆ”
- “เพื่อดูแลพนักงานที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มยอดขายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด”
T: Time-based (มีกรอบเวลา)

เกณฑ์ข้อนี้ก็คือ การระบุวันเสร็จสิ้นให้กับเป้าหมายของคุณ เพื่อช่วยให้คุณวางแผนได้อย่างแม่นยำและไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยการตอบคำถาม
When: กำหนดกรอบเวลาและเส้นตายเมื่อไหร่? เช่น ภายใน 1 เดือน, ไตรมาสหน้า
ตัวอย่าง:
- “ลดน้ำหนักลง 3 กิโลกรัมใน 1 เดือน”
- “เพิ่มยอดขาย 15% ภายในไตรมาสถัดไป”
ในหัวข้อถัดไปผมจะนำตัวอย่างมาสรุป เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมในการทำ SMART Goal ให้ชัดเจนมากขึ้นครับ
สรุปตัวอย่าง SMART Goal ด้านชีวิตส่วนตัว
| S – Specific | ผมจะลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายที่ฟิตเนสใกล้บ้าน |
| M – Measurable | ลดน้ำหนัก 3 กิโลกรัม โดยชั่งน้ำหนักด้วยเครื่องชั่งแบบวัดไขมัน |
| A – Achievable | วิ่งบนลู่วิ่งวันละ 3 กิโลเมตร เพราะมันเหมาะกับเวลาที่ผมมีและไม่หักโหมจนเกินไป |
| R – Relevant | ลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแต่จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อลดลง เพราะอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น เพื่ออยู่กับคนที่รักไปนานๆ |
| T – Time-based | ลดน้ำหนักลง 3 กิโลกรัมใน 1 เดือน |
จากนั้นคุณสามารถเกลาคำตอบทั้งหมดให้อยู่ในประโยคเดียวที่คุณสามารถจดไว้สักที่หนึ่งเพื่ออ่านได้ทุกๆ วันเพื่อเป็นการกระตุ้นและย้ำเตือนคุณอีกทางหนึ่ง
ผมจะลดน้ำหนักด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งวันละ 3 กิโลเมตร🏃♂️ ที่ฟิสเนสใกล้บ้าน เพื่อลดน้ำหนัก 3 กิโลกรัมให้ได้ใน 1 เดือนแบบไม่ให้เสียมวลกล้ามเนื้อโดยวัดผลด้วยเครื่องชั่งแบบวัดไขมัน เพราะอยากมีสุขภาพที่ดีขึ้น❤️ เพื่ออยู่กับคนที่รักไปนานๆ 💞

สรุปตัวอย่าง SMART Goal ด้านยอดขาย
| S – Specific | บริษัทเราจะต้องเพิ่มยอดขายบนเว็บไซต์ e-commerce ของเรา |
| M – Measurable | ยอดขายเพิ่มขึ้น 15% โดยวัดผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในรายงานยอดขายบนเว็บไซต์ e-commerce ของเรา |
| A – Achievable | ยิง Ads บน Facebook วันละ 800 บาท ซึ่งคือเงินลงทุนที่ยอมรับได้ |
| R – Relevant | เพื่อดูแลพนักงานที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มยอดขายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด |
| T – Time-based | เพิ่มยอดขาย 15% ภายในไตรมาสถัดไป |
ตัวอย่างเป้าหลังจากเกลาแล้ว ซึ่งสามารถนำไปติดบน Whiteboard ของออฟฟิศ หรือ ประกาศของบริษัทก็ทำได้ครับ
บริษัทเราจะต้องเพิ่มยอดขายบนเว็บไซต์ e-commerce ของเราขึ้น 15% ภายในไตรมาสถัดไป โดยวัดผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในรายงานยอดขายบนเว็บไซต์ โดยเราจะทำการยิง Ads บน Facebook วันละ 800 บาท ซึ่งคือเงินลงทุนที่ยอมรับได้ เพื่อดูแลพนักงานที่เพิ่มขึ้น และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มยอดขายจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด

ตัวอย่าง SMART Goal ด้านอื่นๆ
| S – Specific | ต้องเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ productivetogo.com ให้มากขึ้น |
| M – Measurable | เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ 2,000 คนต่อเดือน ซึ่งวัดผลจากสรุปประจำเดือนบนรายงานของ Google Analytic |
| A – Achievable | เขียน 10 บทความให้กับคีย์เวิร์ดที่มียอดค้นหามากกว่า 500 ครั้งต่อเดือน |
| R – Relevant | เป้าหมายหลักของเว็บคือเพื่อช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นและ Productive มากยิ่งขึ้น ดังนั้นทุกๆ บทความจึงจำเป็นต้องมีคุณภาพสูง และให้ประโยชน์กับผู้อ่านได้จริง |
| T – Time-based | เพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ 2,000 คน ให้ได้ภายใน 1 เดือน |
เป้าหมายหลังจากผ่านการเกลาแล้ว
เว็บไซต์ productivetogo.com ต้องเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ อีก 2,000 คนต่อเดือน ซึ่งวัดผลจากสรุปประจำเดือนบนรายงานของ Google Analytic โดยพวกเราต้องเขียน 10 บทความให้กับคีย์เวิร์ดที่มียอดค้นหามากกว่า 500 ครั้งต่อเดือน เนื่องจากเป้าหมายหลักของเว็บคือเพื่อช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นและ Productive มากยิ่งขึ้น ดังนั้นทุกๆ บทความจึงจำเป็นต้องมีคุณภาพสูง และให้ประโยชน์กับผู้อ่านได้จริง โดยทำทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภาย 1 เดือน
SMART Goal ช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมายได้อย่างไร?
- เพิ่มความชัดเจน
เป้าหมายที่คลุมเครืออาจทำให้คุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง SMART Goal ช่วยให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนของสิ่งที่ต้องทำครับ ซึ่งจากตัวอย่างที่ยกมาให้ดูกัน เป้าหมายที่ได้ละเอียดและชัดเจนมาก เมื่อจะนำไปดำเนินการจริงไม่ว่ากับตัวคุณเอง หรือ กับทีมงาน การเริ่มต้นก็จะง่ายมากๆ เพราะข้อมูลที่จำเป็นอยู่ในเป้าหมายอย่างครบถ้วนหมดแล้ว - ลดความรู้สึกสับสนและท้อแท้
การมีกรอบเวลาและตัวชี้วัดที่ชัดเจนช่วยให้คุณมองเห็นความคืบหน้าทีละขั้น ซึ่งช่วยสร้างกำลังใจและแรงผลักดันที่ดี - ลดความกดดัน
การที่เราทำให้เป้าหมายอยู่บนหลักของความเป็นไปได้จริง ก็จะไม่ส่งผลต่อความกดดันที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณหรือทีมงานจนเกินไป
- เพิ่มโอกาสในการไปถึงเป้าหมายได้อย่างแท้จริง
เมื่อเป้าหมายมีความสมจริงและเชื่อมโยงกับชีวิตของคุณหรือเป้าหมายใหญ่ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากขึ้น โอกาสล้มเหลวหรือไปผิดทางก็จะน้อยลงอย่างมาก
เครื่องมือหรือตัวช่วยในการทำ SMART Goal ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- เครื่องมือช่วย
เช่น สมุด Planer, Digital Planner หรือ E-Planner ที่มีฟีเจอร์ในการวางแผนและติดตามเป้าหมาย เช่น Goal Setting, Calendar Planning, Daily Journal, Daily Reminder, Habit Tracker, Book Tracker เป็นต้น
ถ้าคุณถนัด Microsoft Excel/Google Sheets ก็สามารถใช้สำหรับกำหนดเป้าหมายเชิงตัวเลขและติดตามความคืบหน้าผ่านกราฟหรือแดชบอร์ดได้ด้วย
หรือถ้าคุณใช้งาน Project Management Tools ในการทำงานอยู่แล้ว คุณก็สามารถนำมาปรับใช้ในการตั้งเป้าหมายหรือติดตามความคืบหน้าของเป้าหมายได้เลยครับ ซึ่ง Tools เหล่านี้ก็ได้แก่ ClickUp, Trello, Asana เป็นต้น
*ภาพตัวอย่างจากการวางแผนรายสัปดาห์ด้วย ClickUp จากคอร์ส ClickUp Digital Planner (E-Planner) - ใช้เทคนิคหรือ Framework อื่นเข้ามาช่วย
- OKRs (Objectives and Key Results) เป็นกรอบการตั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมในองค์กรชั้นนำทั่วโลก เช่น Google, Intel, และ LinkedIn มีจุดเด่นที่ช่วยสร้างความชัดเจนในเป้าหมายและการวัดผลที่สามารถติดตามได้
- To-Do List วิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นจัดการงานในแต่ละวัน

- หนังสือหรือคอร์สเรียน
ถ้าคุณรักการอ่านหนังสือ ในหมวดหมู่สร้างแรงบันดาลใจมีให้คุณเลือกอ่านได้มากมายเลยครับ หรือจะเป็นแนวตัวช่วยให้การสร้างวินัยผมก็อยากแนะนำ “Atomic Habits” โดย James Clear ที่จะอธิบายถึงการเปลี่ยนนิสัยเล็กๆ เพื่อช่วยบรรลุเป้าหมายในระยะยาว หรือคุณจะหาคอร์สเรียนที่โดนใจ เพื่อให้เริ่มต้นได้ง่ายและเป็น Step ก็สามารถทำได้ครับ
เคล็ดลับในการใช้ SMART Goal ให้ได้ผล
ยังไม่หมดนะครับ หัวข้อสุดท้ายนี้ผมจะแถมเทคนิคหรือเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณใช้งาน SMART Goal ให้ได้ผลมากขึ้นไปอีก

- ไม่ง่ายและยากเกินไป
นอกจากเป้าหมายควรผ่านเกณฑ์ของ SMART Goal แล้ว ขนาดของเป้าหมายก็สำคัญ คือควรตั้งเป้าหมายที่ไม่เล็กจนคุณไม่รู้สึกถึงความคืบหน้าอะไร และไม่ใหญ่จนสร้างความกดดันและความเครียดเกินไปในการจะไปถึงเป้าหมายนั้น - เขียนเป้าหมายลงในที่ที่คุณมองเห็นทุกวัน
เช่น อาจแปะไว้ที่หน้ากระจก หรือจดสิ่งที่ต้องโฟกัสลงสมุด Planner หรือถ้าใช้ E-Planner ก็จดลง Daily Reminder🌞 (หน้าเนื้อหาที่รวมอะไรก็ตามที่คุณต้องการบอกตัวเอง หรือ ย้ำเตือนกับตัวเองในทุกๆ วัน เพื่อให้เริ่มวันใหม่ได้อย่างมีพลัง, มีกำลังใจ และไม่หลุดโฟกัสไปจากเป้าหมายของคุณ)
หรือถ้าเป็นเป้าหมายของทีมก็สามารถจดลง Whiteboard ของออฟฟิศคุณได้ - ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
การตั้งเป้าหมายแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ติดตาม คุณอาจหลงทางได้ง่ายๆ คุณตรวจสอบความคืบหน้าเป็นระยะ เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน และปรับเป้าหมายหากจำเป็น
และถ้าคุณใช้งานสมุด Planer หรือ E-Planner สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องใช้งานมันอย่างสม่ำเสมอจึงจะได้ประโยชน์สูงที่สุดครับ - ปรับเป้าหมายเมื่อจำเป็น
ชีวิตมักเปลี่ยนแปลงเสมอ ในปัจจุบันคุณอาจวางแผนไปถึงเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่ในอนาคตที่สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คุณก็จำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด เพื่อให้คุณยังคงไปถึงเป้าหมายได้อยู่ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะปรับเปลี่ยนแผนนะครับ 😊
สรุป
การตั้งเป้าหมายด้วยหลักการ SMART Goal คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือธุรกิจของคุณ ลองเขียนเป้าหมายแรกของคุณตามกรอบ SMART แล้วเริ่มลงมือทำทีละขั้นตอนตามที่ผมแนะนำไว้ ผมมั่นใจว่าคุณจะประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่ตามมาครับ
ลองดูนะครับ เป้าหมายของคุณอาจใกล้ความสำเร็จมากกว่าที่คุณคิด! 😊
ที่มา
- https://www.peoplegoal.com/blog/how-to-write-smart-goals-using-5-whys
- https://www.samhsa.gov/sites/default/files/nc-smart-goals-fact-sheet.pdf
- https://www.hatchtribe.com/blog/best-goal-setting-books-to-become-successful








