Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productive Life/พัฒนาตนเอง    »   Burnout แก้ได้ด้วย 6 เทคนิคที่ทำให้งานสนุกขึ้น จากหนังสือ Feel Good Productivity #1

Burnout แก้ได้ด้วย 6 เทคนิคที่ทำให้งานสนุกขึ้น จากหนังสือ Feel Good Productivity #1

burnout

คำว่า Burnout น้อยนักที่คนทำงานจะไม่ได้เคยได้ยินคำนี้ หรืออาจจะกำลังเป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว บทความนี้เกิดจากการที่ผมได้อ่านเจอเทคนิคซึ่งจะมาช่วยให้คุณและผมห่างไกลปัญหานี้ จากหนังสือ Feel Good Productivity โดย Ali Abdaal (คุณหมอที่ผันตัวเองมาเป็น Influencer ด้าน Productivity ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6 ล้านคน) และสิ่งที่เจ๋งมากๆ ที่คุณจะได้รับก็คือ นอกจากเทคนิคเหล่านี้จะช่วยไม่ให้หมดไฟในการทำงานแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่ม Productivity ในการทำงานอีกด้วย

ซึ่งวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นเลย ง่ายจนคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ นั่นก็คือ “การเล่น หรือ ความสนุก” นั่นเอง เพราะเราทุกค้นล้วนเกิดมาก็มีความสนุกอยู่ในตัว ไม่เชื่อลองมองย้อนไปสมัยเป็นเด็กดู ว่ามีใครบ้างที่ไม่เคยสนุก และพอเราเล่นสนุก มันก็ทำให้เราอยู่กับสิ่งนั้นๆ ได้อย่าง ลืมวัน ลืมคืน ลืมเหนื่อย กันเลยทีเดียว (บางครั้งถึงขั้นป่วยไข้เลยก็มี 😅) และผมขอพนันได้เลยว่า คงไม่มีใคร Burnout จากการเล่นสนุกแน่ๆ

pdttg 2025 02 22 12 49 01

Burnout คืออะไร

Burnout หรือ อาการหมดไฟในการทำงาน ในทางการแพทย์เรียกว่า Burnout Syndrome ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโรคใหม่จากองค์การอนามัยโลก (WHO) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นสภาวะที่เกิดจากความเครียดสะสมจากการทำงานในระยะยาว หรือ อยู่ภาวะ Overwhelmed (ภาวะงานท้วมท้นจนจัดการไม่ถูก) ที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาการนี้มักส่งผลให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขาดแรงจูงใจ และมองงานหรือชีวิตในแง่ลบมากขึ้น

pdttg 2025 02 22 11 20 45

Burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การไม่มีอิสระในงาน ความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า หรือการขาดความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work life Balance) หากปล่อยให้ Burnout สะสม อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจในระยะยาวได้ครับ (บางคนส่งผลเสียในด้านความสัมพันธ์ด้วย)

 💡บทความแนะนำ - Overwhelmed vs. Burnout ต่างกันยังไง? แบบไหนร้ายแรงกว่า?

จุดเริ่มต้นของ “ความสนุก”

จุดเริ่มต้นของ “ความสนุก” ที่เป็นพระเอกของบทความนี้ Ali Abdaal ได้เล่าถึงเรื่องของชายที่ชื่อ ริชาร์ด ไฟน์แมน เขาคือนักฟิสิกส์ที่เก่งมากๆ ที่เป็นอาจารย์มหาลัยตั้งแต่ตอนอายุแค่ 27 ปี (ยุคโน้นยากมาก) แต่แล้วหลังจากภรรยาเสียชีวิต นอกจากความเศร้าเสียใจ เขายังค่อยๆ Burnout ให้กับสิ่งที่เรียกว่าฟิสิกส์ไปเลย แม้เขาจะยังคงสอนหนังสือได้ปกติ แต่ไม่แตะต้องการทดลองหรืออะไรที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อีกเลย พอว่างก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือนิยายไปวันๆ

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาก็เห็นนักศึกษากลุ่มหนึ่ง กำลังหมุนจานเล่นกัน ต่อมนักวิทย์ในตัวก็สร้างความสงสัยให้เขาว่า ทำไมโลโก้บนจานถึงหมุนเร็วกว่าจาน จุดนี้ทำให้เขาระลึกถึงอดีตในตอนที่เริ่มหลงใหลในฟิสิกส์ ก็คือความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งทำให้เขาสนุกมากกับการหาคำตอบ

pdttg 2025 02 22 11 24 03

จากนั้นเขาก็ไม่สนใจแล้วว่าจะต้องทำงานวิจัยที่ดีที่สุด หรือต้องได้รางวัลโนเบล เขาแค่อยากทำเพราะมันสนุกตามความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง และนั่นก็ทำให้เข้ากลับมาเริ่มสนุกกับฟิสิกส์อีกครั้ง ไม่ว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ จะมองว่าเขาจะมาหมกหมุ่นอะไรแค่กับจานหมุน

จนสุดท้ายเขาก็ได้รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ซึ่งก็มาจากการศึกษาเรื่องจานหมุนเพื่อความสนุกและเล่นไปกับมัน เล่นไปเล่นมาจนขยายความรู้กลายเป็นทฤษฏีพลศาสตร์ไฟฟ้าควอนตัมได้เลย 😲

และไม่ใช่แค่ไฟน์แมน แต่คนเก่งๆ ระดับโลกอีกหลายคน ได้ให้คำตอบคล้ายกันว่า เขาทำสิ่งต่างๆ เพราะมันสนุก หรือ ทำมันเหมือนเล่น มากกว่าการทดลอง

สิ่งผิดพลาดมากที่สุดที่เราพบเจอ ก็คือ ผู้ใหญ่มักสอนให้พวกเราเข้าใจว่า โตขึ้นต้องเลิกเล่นสนุกและจริงจังแบบผู้ใหญ่

การเล่น ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ นะครับ ถึงขั้นเป็นศาสตร์หนึ่งเลยที่เรียกว่า "จิตวิทยาของการเล่น หรือ Psychology of Play" (อ้างอิง)

ต่อไป มาดูแต่ละเทคนิคของการเล่น เพื่อให้การทำงานไม่ Burnout กันครับ

**คุณไม่จำเป็นต้องใช้ทุกเทคนิคนะครับ และก็ไม่มีลำดับขั้นตอนด้วย แค่คุณนำมันไปทดลองแล้ววิธีไหนได้ผลกับคุณก็ใช้เทคนิคนั้น เทคนิคไหนใช้ไม่ได้ก็ข้ามไปก่อน

เทคนิค 1 เลือกตัวละคร มาฆ่า Burnout

ผมหวังว่าคุณคงจะเคยเล่มเกมอย่างน้อย 1 เกมที่คุณจำเป็นต้องเลือกตัวละครเช่น นักเวทย์ นักธนู นักดาบ หรือ นักฆ่า ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกมสนุกนอกจากเนื้อเรื่องของเกมก็คือ การที่คุณได้สวมบทบาทเป็นอะไรบางอย่าง เช่น ตัวจริงคุณอาจจะเป็นทนายที่สุขุม แต่ในเกมคุณอาจจะเป็นนักฆ่าที่เลือดเย็นก็ได้ และผมมั่นใจว่าบทบาทที่คุณเลือก ก็คือบทบาทที่คุณอยากสนุกไปกับมันนั่นเอง

pdttg 2025 02 22 12 49 47

ซึ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ ในชีวิตจริงคุณก็สามารถทำแบบนั้นได้ ตัวอย่างบทบาทที่คุณสามารถเลือกได้มี 8 บทบาทหรือบุคลิก

  1. นักสะสม – คนที่สนุกกับการเก็บสะสม จัดระเบียบ หรือค้นหาสิ่งต่างๆ ที่หายาก
  2. นักแข่งขัน – คนที่สนุกกับการได้แข่งขันและการเอาชนะ
  3. นักสำรวจ – คนที่สนุกกับการได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ นอกเส้นทางปกติ
  4. นักสร้างสรรค์ – คนที่สนุกกับการสร้างหรือประดิษฐ์ ตั้งแต่งานศิลปะ ไปจนงานสร้างด้านวิศวกรรม
  5. นักเล่าเรื่อง – คนที่สนุกกับการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะการทำให้เรื่องธรรมดาๆ สนุกขึ้น
  6. ผู้สร้างเสียงหัวเราะ – คนที่สนุกกับการได้ทำให้ผู้อื่นหัวเราะ หรือ การแกล้งให้ผู้อื่นขำขัน
  7. ผู้บริหาร – คนที่สนุกกับการวางแผน จัดระบบ และช่วยเหลือคนอื่นให้ทำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
  8. ผู้รักการเคลื่อนไหว – คนที่สนุกกับกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ใช้การเคลื่อนไหวร่างกาย
pdttg 2025 02 22 12 51 13

ซึ่งการเลือกตัวละครนั้นคุณไม่จำเป็นต้องเลือกแค่ 1 บทบาทหรือ 1 บุคลิก คุณสามารถเลือกที่คุณสนุกไปกับมันได้เลย ขอยกตัวอย่างของผมเองนะครับ ตัวผมรู้สึกว่าจะเหมาะกับ

  • นักสำรวจ – เพราะเวลาเล่นเกมผมมักชอบสำรวจที่ต่างๆ นอกภารกิจ เช่น สำรวจว่าถ้ำเล็กๆ นี้มีอะไร หรือ ใต้น้ำลึกดำลงไปจะเจออะไรบ้าง
  • นักสร้างสรรค์ – เพราะผมสนุกกับการประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ หรือทำอะไรแปลกแปลก
  • นักเล่าเรื่อง – เพราะเวลาที่ผมได้ค้นพบเรื่องใหม่ๆ หรือสนุกๆ ผมมักจะชอบเล่าให้คนอื่นฟัง
  • ผู้สร้างเสียงหัวเราะ – แม้ผมจะเป็นอินโทรเวิร์ดแต่ก็ชอบเล่นมุข (แป๊กๆ) ซึ่งก็เป็นกรรมของคนสนิทน่ะครับ 😅
  • ผู้บริหาร – ด้วยชื่อบทบาทแล้วดูไม่ค่อยน่าสนุกเท่าไหร่ ผมมักจะไม่สนุกเลยกับการทำสิ่งต่างๆ ที่น่าเบื่อ เสียเวลาเปล่า ยุ่งเหยิงและไม่เป็นระบบ แต่ผมจะสนุกมากๆ ตอนที่พยายามทำสิ่งต่างๆ ให้มันง่ายขึ้น เร็วขึ้นหรือเป็นระบบมากขึ้น

ซึ่งการส่วมบทบาทนั้นคุณก็แค่นำบุคลิกของบทบาทที่คุณชอบมาปรับใช้เช่น ถ้าคุณเป็นนักเล่าเรื่อง เมื่อถึงตอนตอบอีเมลที่น่าเบื่อ คุณก็อาจจะใช้วิธีสร้างเรื่องราว ช่วงต้น ช่วงกลาง และจบแบบหักมุม แบบนี้ก็จะเพิ่มความสนุกในการตอบอีเมลได้แล้วครับ

pdttg 2025 02 22 12 58 14

หรือถ้าคุณเป็นนักสร้างสรรค์ แต่คุณจะต้องทำไฟล์ Excel ที่ดูน่าปวดหัว คุณก็อาจจะใช้โอกาสนี้แสดงศักยภาพของนักสร้างสรรค์โดยการออกแบบ Sheet ต่างๆ ให้ดูสวยงามเหมือนดัง Infographic ดีๆ ชิ้นหนึ่งเลย

แค่ฟังก็ดูน่าสนุกแล้วใช่ไหมครับ แล้วแบบนี้จะ Burnout ได้อย่างไร

ผมขอยกตัวอย่างการสวมบทบาทให้กับงานเขียนบทความของผมดังนี้ครับ

  • ระหว่างวางแผนงานต่างๆ ว่าจะเขียนเนื้อหาอะไรยังไงบ้าง ผมก็จะสวมบทบาท ผู้บริหาร เพื่อค้นหาทางลัดให้งานเสร็จเร็วและเป็นระบบ ส่วนในตอนค้นคว้าหาข้อมูลผมก็จะสวมบทบาท นักสำรวจ เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ หรือ อะไรสนุกๆ มาเล่าให้คุณฟังกัน
  • ระหว่างออกแบบโครงเรื่องแต่ละ Content ผมก็จะสวมบทบาทเป็น นักเล่าเรื่อง ว่าควรจะวางโครงเรื่องอย่างไร
  • ระหว่างเขียนผมก็สวมบทบาทของ นักสร้างเสียงหัวเราะ (แม้จะไม่ค่อยได้ผลนักแต่ผมพยายามแล้ว 🤭)
  • ระหว่างออกแบบภาพหน้าปก หรือ ภาพ Infographic ต่างๆ ผมก็สวมบทบาทเป็นนักสร้างสรรค์
บทความ : วงล้อชีวิต (Wheel of Life) ขับเคลื่อนชีวิตให้สมดุล แล้ววิ่งสู่เป้าหมายอย่างมั่นใจ
นี่คือบทความตัวอย่างที่ผมเขียนแล้วอยากสนุกมากขั้น ด้วยการสวมบทบาทนักสร้างสรรค์ เลยสร้างภาพรถขึ้นมาเปรียบเทียบกับ วงล้อชีวิต จริงๆ เสียเลย รวมถึงยังออกแบบเทมเพลตให้ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานกันได้เลย เท่านั้นยังไม่พอ ผมกลัวเทมเพลตที่ออกแบบไว้จะไม่ตรงใจกับทุกคน ก็เลยสร้างเทมเพลตเปล่าๆ ให้ผู้อ่านนำไปแต่งเติมกันได้เองตามต้องการอีกด้วย

คุณสวมบทบาทใดและไปทำให้งานสนุกขึ้นยังไงบ้าง เล่าให้ฟังกันใต้คอมเม้นได้นะครับ ❤️

เทคนิค 2 สร้างความสงสัยหรือทำสิ่งที่เราสนใจใคร่รู้

สิ่งที่เราสนใจใคร่รู้ทำให้สมองในส่วนการเรียนรู้และความทรงจำทำงานได้ดีขึ้น ถ้าสังเกตดูคุณจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่คุณสนใจ มักจะทำให้คุณจำข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น แถมจำเรื่องนั้นๆ ได้นานขึ้นด้วย นอกจากนี้ ยังทำให้คุณจดจ่อกับสิ่งนั้นๆ ได้นานยิ่งขึ้น เรียกได้ว่า มีสมาธิได้ง่ายขึ้นกับเรื่องที่คุณสนใจ

เทคนิคนี้สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ผสมผสานความสนใจใคร่รู้ ไปกับชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คือการมองหาสิ่งพิเศษหรือสร้างภารกิจพิเศษในแต่ละวัน

ยกตัวเช่น เกมที่มักจะมีภารกิจพิเศษ ที่แม้จะไม่ได้ช่วยให้ภารกิจหลักคืบหน้ามาก แต่มันก็กระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็น แถมเราก็มักจะสนุกไปกับมันด้วย เช่น ภารกิจหลักให้วิ่งตรงไปเฉยๆ แต่เราหันไปเห็นถ้ำเล็กๆ ข้างทางก็อดใจไม่ได้ที่จะแวะเข้าไปดูสักหน่อย หรือ เจอสิ่งก่อสร้างแปลกๆ ก็อยากแวะเข้าไปสำรวจ นี่ล่ะครับคือส่วนที่ทำให้ภารกิจหลักที่บางครั้งน่าเบื่อ สนุกขึ้นมาได้

pdttg 2025 02 22 12 00 49

ก็เหมือนกับงานในแต่ละวัน ที่จะต้องมีภารกิจที่น่าเบื่อให้ทำบ้างแน่นอน ตัวอย่างเช่น ในตอนเช้าที่คุณจะต้องมานั่งดูปฏิทินการทำงาน หรือ To Do List แทนที่คุณจะดูมันและทำตามงานต่างๆ ที่มีแค่นั้น แต่ให้คุณเพิ่ม ภารกิจพิเศษที่ไม่ใช่งาน แต่อยู่ระหว่างเส้นทางการทำงานนั้น โดยมองหาว่า คุณจะทำอะไรสนุกๆ หรือ สำรวจอะไรที่น่าสนใจได้บ้าง เช่น

  • วันนี้คุณต้องไปพบลูกค้า คุณอาจจะเผื่อเวลาไว้สักหน่อยเพื่อแวะสำรวจร้านกาแฟที่เปิดใหม่ระหว่างทาง
  • หรือเรื่องง่ายๆ อย่างการต้องไปประชุมที่แสนน่าเบื่อ คุณก็อาจจะกำหนดว่า เมื่อมีคนใส่เสื้อแดงเดินผ่านจะกระโดดหนึ่งครั้ง หรือ จะใช้วิธีนับแต้มการหาวในที่ประชุมก็ได้ (แต่อย่าให้หัวหน้ารู้นะครับ ว่าแต้มนั้นคืออะไร 😄)
  • หรือถ้าในออฟฟิศของคุณมีต้นไม้ ก็อาจจะสำรวจว่า มีใบใหม่งอกมาไหม ออกดอกหรือยัง หรือ มีกิ่งเพิ่มมาไหม

ซึ่งภารกิจพิเศษนี้ขึ้นอยู่กับคุณเลยครับ เพราะมันสร้างสรรค์ได้หลากหลายมาก ขอแค่คุณสนุกและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็พอ 😅

เทคนิค 3 หาทางทำเรื่องน่าเบื่อให้สนุก

เทคนิคนี้ คุณแค่เพียงถามตัวเองว่า “จะเป็นอย่างไรนะ ถ้างาน… มันสนุก” จากนั้นคุณก็ลองทำตามที่คิดเลย เช่น

pdttg 2025 02 22 13 34 46
  • เปิดเพลง – ถ้าการเปิดเพลงทำให้คุณ ทำงานได้สนุกขึ้นและไม่รบกวนใครก็จัดไปเลยครับ
  • ให้รางวัลตัวเอง – เช่น ถ้าเสร็จงานนี้ก่อนเที่ยงจะได้กินชานม 1 แก้ว
  • เพิ่มเงื่อนไขให้สนุก – เช่น จะจดสรุปการประชุม ให้อยู่ในกรอบรูปหัวใจเท่านั้น
pdttg 2025 02 22 13 14 43

เทคนิค 4 สนุกกับกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์

เทคนิคนี้ขอยกตัวอย่างถึงงานที่น่าเบื่อที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ งานในร้าน Fast Food อย่างร้านเบอร์เกอร์ ที่กระบวนการทำงานจะวนซ้ำเอามากๆ คือ รับออเดอร์ พลิกเบอร์เกอร์ เสิร์ฟเฟรนช์ฟรายส์ แล้วก็ทำวนๆ ต่อไป ถ้ายังปล่อยให้เป็นอย่างนั้นคง Burnout เข้าสักวัน

แต่สำหรับ แมทธิว ดิกส์ เขากลับเพิ่มความสนุกให้กับหนึ่งในกระบวนการที่แสนจะซ้ำซากก็คือ การเสิร์ฟอาหาร โดยเขาจะโฟกัสไปที่การพยายามให้ลูกค้าที่ไม่รับซอสใดๆ รับซอสบาร์บีคิวให้ได้ ถ้าลูกค้าไม่รับเขาก็จะสนุกมากๆ กับการแนะนำว่ามันอร่อยอย่างไร เข้ากับเมนูที่ลูกค้าสั่งแค่ไหน เพื่อให้ลูกค้ารับซอสให้ได้

pdttg 2025 02 22 13 24 46

แถมเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซาก เขายังกำหนดเป็นวันๆ ไปเลยว่า วันไหนของซอสอะไร เช่น

  • วันจันทร์ คือ “วันซอสบาร์บีคิว”
  • วันอังคาร คือ “วันซอสพริก”

ฟังดูน่าสนุกขึ้นมาเลยใช่ไหมครับ 😁

นอกจากนี้ การจดจ่อที่กระบวนการมากกว่าผลลัพธ์หรือชัยชนะ ยังช่วยให้คุณเข้าถึง ภาวะลื่นไหล (Flow) ในการทำงานได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญในเพิ่ม Productivity ในการทำงาน – (เพิ่มเติมในหัวข้อ “มุมมองด้าน Productivity ในการทำงาน”)

เทคนิค 5 มองความล้มเหลวเสียใหม่ ห่างไกล Burnout

มีงานทดลองหนึ่ง ที่ให้ผู้คนกว่า 50,000 คน มาทำสิ่งที่ไม่เคยทำ นั่นก็คือการเขียนโปรแกรม โดยแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม ตามคำเตือนเมื่อเขียนโค้ดผิด

  1. กลุ่มแรก – “คุณทำพลาด โปรดลองใหม่”
  2. กลุ่มสอง – คุณทำพลาด โดนหัก 5 แต้ม”

ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าทึ่งมากในด้านจำนวนของความพยายามในการแก้ปัญหา กลุ่มแรกมีอัตราการพยายามแก้ไขโค้ดให้ถูกต้องถึง 12 ครั้งก่อนล้มเลิก แต่กลุ่มที่สองมีอัตราความพยายามแก้ไขเพียง 5 ครั้งเท่านั้น แล้วก็ล้มเลิกหรือ Burnout ไป ซึ่งความพยายามน้อยกว่ากันเกิน 1 เท่าเลยทีเดียว

จากผลการทดลอง ทำให้ได้ผลลัพธ์ว่า ความล้มเหลวคือแต้มบวกไม่ใช่แต้มลบ เพราะถ้านึกถึงโลกความเป็นจริงแล้ว ยิ่งเราล้มเหลวมากขึ้นเราก็จะได้ประสบการณ์มากขึ้น หรือถ้ามองในมุมของเกมแม้คุณจะแพ้บอส แต่สิ่งที่ได้มาแน่นอนคือค่า Exp หรือประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น และเมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคุณก็สามารถเอาชนะบอสตัวที่คุณเคยแพ้นั้นได้อย่างง่ายดาย

pdttg 2025 02 22 13 31 11

เทคนิค 6 อย่าจริงจัง แต่จงจริงใจ

ถ้าคุณจริงจังเกินไปคุณจะไม่สามารถแทนที่ความสนุกลงไปได้เลยแม้แต่เทคนิคเดียว ดังนั้นเทคนิคที่ 6 คือคุณจะต้องลดความจริงจังลงไปบ้าง ถึงจะใส่การเล่นหรือความสนุกเข้าไปได้

ลองนึกภาพว่าถ้าคุณจะต้องเล่นเกมหรือเล่นอะไรก็ตามกับเพื่อน 2 แบบนี้

  1. แบบที่จริงจัง แพ้หรือพลาดไม่ได้เป็นโมโหโวยวาย กฏระเบียบมากมาย
  2. แบบที่ไม่ใส่ใจ เล่นไปงั้นๆ ไม่พยายามอะไร ไม่สนใจอะไร

คุณว่าคุณจะสนุกกับการเล่นกับคน 2 แบบนี้หรือไม่ คงไม่ ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น การจะเล่นกับตัวเราเองซึ่งก็คือการใช้เทคนิคต่างๆ ในบทความนี้ ยังไงเสียตัวคุณเองก็จะต้องไม่เป็นคน 2 แบบนี้ก่อน โดยสิ่งที่จะมาแทนที่ทั้งความจริงจังและความไม่ใส่ใจก็คือ ความจริงใจ นั่นเอง

pdttg 2025 02 22 13 35 12

ซึ่งก็คือ “คุณจะต้องลดความจริงจังลงบ้าง แต่ไม่ใช่ถึงขั้นไม่ใส่ใจ” เท่านี้คุณก็จะสอดแทรกเทคนิคสนุกๆ เข้าไปได้ง่ายขึ้นครับ

เทคนิค X ของผมเอง

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเทคนิคได้ไหมนะครับ มองเป็นเรื่องเล่าก็ได้ครับ โดยผมจะขอเล่าเคสการ Burnout ของตัวเองให้ฟังสักหน่อยเผื่อจะมีประโยชน์กับคุณไม่มากก็น้อย การ Burnout ของผมไม่ได้เกิดจากการทำงานหนัก เพราะผมทำงานวันละ 8-12 ชม. ต่อเนื่องกัน 5-6 เดือนได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่ภาวะหมดไฟจะมาตอนที่ผมไปโฟกัสที่ผลลัพธ์ของงาน เช่น ผมทำโปรเจกต์หนึ่งที่ใช้เวลาแค่ 2-3 เดือน แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ดังต้องการ จังหวะนี้ล่ะครับที่ทำให้ผมเริ่มโดนเผาจากภาวะ Burnout เบื่อ และหมดหวัง จนไม่อยากแตะต้องงานนี้เลย

ซึ่งบังเอิญทางแก้ที่ผมใช้ก็คล้ายๆ กับหัวข้อสนุกกับกระบวนการ ไม่ใช่ผลลัพธ์ แต่มองหาประโยชน์ทางใจเข้าไปด้วย

pdttg 2025 02 22 13 46 27

จากโปรเจกต์ที่แค่ 2-3 เดือนถ้าไม่เห็นผล ผมก็ Burnout แล้ว แต่กับโปรเจกต์ระยะยาว อย่างเว็บ productivetogo.com นี้ ที่เป็นเวลากว่า 2 ปีไม่ได้ทำรายได้ใดๆ เลย แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำเงินอย่างไรกันแน่ แถมคนเข้าเว็บก็ไม่ได้เยอะนัก แต่ผมอยู่กับโปรเจกต์นี้ได้ โดยที่ไม่เคย Burnout นั่นก็คงเป็นเพราะผมโฟกัสไปที่กระบวนการทำงานมากกว่าผลลัพธ์

โดยผมเปลี่ยนจากการโฟกัสไปที่เงิน หรือ ยอดคนเข้ามาอ่านบทความ ไปเป็น ความสุขที่ได้จากการเขียนแต่ละหัวข้อของบทความ โดยผมจะพยายามเขียนให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ (ถ้าไม่ดีต้องขออภัยด้วยครับ) และผมจะสนุกมากๆ ตอนที่นึกภาพในหัวตลอดว่าคนอ่านจะทำหน้าอย่างไรหรือรู้สึกอย่างไร 😇

pdttg 2025 02 22 13 39 49

นอกจากนี้ผมยังรับความรู้สึกที่ว่า ผมได้ทำประโยชน์ให้ใครสักคนหนึ่ง (แค่คนเดียวก็ยังดี 😄) ย้ำนะครับว่า ผมรับความรู้สึกทุกครั้งที่เขียนแต่ละหัวข้อเสร็จ ไม่ใช่หนึ่งบทความเสร็จ ซึ่งก็คือกระบวนการในการสร้างแต่ละบทความขึ้นมานั่นเอง

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า Passion ก็คือ อะไรก็ตามที่เรายังคงทำมันอย่างสนุกสนาน แม้ผลลัพธ์จะไม่ได้ดังหวัง


ตัวช่วยพิเศษที่ผมจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้

นอกจากเทคนิคส่วนตัวที่ผมได้เล่าไปก่อนหน้าแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยกเครดิตให้ เพราะมีส่วนช่วยอย่างมาก ให้การทำงานของผมนั้นง่ายและสนุกมากยิ่งขึ้น ก็คือการที่ผมนำ Project Mangement Tool อย่าง ClickUp เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการทั้งงานบริษัท โปรเจกต์ส่วนตัว และกิจกรรมที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน ซึ่งทั้งหมดผมสามารถจัดการมันได้อยู่ในแอปเดียวเลย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่มีงานมากมาย ผมจะรู้สึกวุ่นวายและสับสนไปหมด การวางแผนก็ทำได้ยาก

โดย ClickUp มีฟีเจอร์มากมายที่ช่วยให้สิ่งที่เคยยากนั้นง่ายขึ้น รวมถึง UI ที่น่าใช้งาน ที่จะทำให้การทำงานของคุณสนุกขึ้น และนอกจากนี้ยังได้รับความสุขเล็กๆ จากการที่คุณได้กด Complete งานด้วยตัวเอง ที่เปรียบเสมือนได้ทำภารกิจบางอย่างสำเร็จ เหมือนการผ่านด่านในเกม

ถ้าคุณต้องการรู้จักกับ ClickUp เพิ่มเติม สามารถอ่านได้ที่บทความนี้เลยครับ
👉 ClickUp ตัวช่วยในการบริหารงานทั้งระดับบุคคลและองค์กร ได้ครบวงจรในที่เดียว พร้อมรีวิว 23 ฟีเจอร์เด่น
หรือหากต้องการทดลองใช้งานก็สามารถสมัครสมาชิกเพื่อใช้งานได้ฟรีเลยครับ 🎁

ประโยชน์ด้าน Productivity ในการทำงาน

จริงๆ แล้วทั้ง 6 เทคนิคนี้ไม่ได้เน้นไปที่การขจัดหรือป้องกัน Burnout เท่านั้น แต่ประโยชน์หลักที่ Ali abdaal โฟกัสก็คือ ใช้เป็นเทคนิคในการเพิ่ม Productivity ในการทำงาน ตามชื่อหนังสือ Feel Good Productivity (ทำงานได้ผล เริ่มต้นที่รู้สึกดี) (ลิงก์) ซึ่ง ความสนุก คือ 1 ใน 3 ตอนหลักของหนังสือ ที่ผมสรุปออกมา เพราะแค่ตอนแรก ผมก็เห็นประโยชน์มากๆ แล้ว จึงนำมาแบ่งปันกันครับ

นั่นก็เพราะว่า
ความสนุกง่ายต่อการเข้าสู่ ภาวะลื่นไหล่ (Flow) ซึ่งคือภาวะที่คุณจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ร่างกาย จิตใจ ความคิด ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ซึ่งคือภาวะที่คนทำงานโหยหา เพราะเป็นภาวะที่มีประสิทธิภาพ หรือ Productivity ในการทำงานสูงที่สุด

สรุป

การที่เราจะเล่นสนุกไปกับการทำงานได้นั้น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ สภาพแวดล้อมในการทำงาน เพราะถ้าองค์กรหรือบริษัทของคุณไม่เอื้อ คุณก็อาจจะหาความสนุกได้ยากขึ้น และ Burnout ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะทั้ง 6 เทคนิคก็มีแนวทางให้คุณนำไปปรับใช้ได้แบบไม่จำกัดความสร้างสรรค์เลย 🕹️มาหาความสนุกจากการทำงานกันเถอะครับ 😄

อ้างอิง
https://www.bangkokhospital.com/content/burnout-syndrome
https://blog.think-digital.app/05/30/ภาวะลื่นไหล-flow-ที่กำลังหา/
ลิงก์หนังสือ Feel Good Productivity – https://www.naiin.com/product/detail/626915

👍บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *