Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productive Book    »   รีวิวสรุป Think Again หนังสือที่จะมาปฏิวัติความเชื่อและความเข้าใจทั้งชีวิตคุณ (Bill Gates แนะนำ)

รีวิวสรุป Think Again หนังสือที่จะมาปฏิวัติความเชื่อและความเข้าใจทั้งชีวิตคุณ (Bill Gates แนะนำ)

Think Again

หนังสือ Think Again นั้น เป็นหนังสือชื่อดัง (มาก) ที่เขียนโดย Adam Grant และเป็นหนังสือที่อยู่ใน “A must-read” ของ Bill Gates ซึ่งแปลมาได้สัก 1-2 ปีแล้ว แต่ตัวผมเองนั้นเพิ่งได้อ่านครั้งแรก ซึ่งพออ่านได้เพียงแค่ 1 ใน 4 ส่วนของหนังสือ ผมก็ได้รับความเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็น “การปฏิวัติความเชื่อและความเข้าใจที่เคยมีมาตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันทั้งหมด” โดยหนังสือจะเขียนถึงการคิดทบทวน ความคิดและความเข้าใจของตัวเอง ไม่ให้หลงติดอยู่กับเหตุผลส่วนบุคคลและความอคติจากอัตตาที่สั่งสมมา

“ปัญหาในโลกปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่เราขาดความรู้ แต่เกิดจากการที่เรายึดติดกับความเชื่อดั้งเดิม เรามักเชื่อว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องเสมอ

ซึ่งที่มาของความเชื่อเหล่านั้นไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผล แต่เป็นเพราะว่าความเชื่อนั้นเคยนำพาให้เราประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต”

ส่วนหนึ่งของคำนิยม โดย ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์

สารบัญ

รีวิวหนังสือ Think Again

ภาพ 22

ก่อนอ่านผมแอบกังวลว่าเนื้อหาจะยากและจริงจัง แต่ผู้เขียนก็เขียนออกมาเป็นแนวการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม จนทำให้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายมากๆ แถมยังสนุก และมีการหักมุมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้หนังสือยิ่งมีเสน่ห์ขึ้นไปอีก

ในด้านเนื้อหาของหนังสือมีความแปลกใหม่มากๆ สำหรับผม แม้ผมจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “การทบทวนตัวเอง หรือการพิจารณาตัวเอง” อยู่บ่อยๆ แต่เล่มนี้แตกต่างมาก ตรงที่ให้ทบทวนความเชื่อตัวเองที่เราไม่เคยรู้เลยว่ามันคือความเชื่อ เพราะถ้าให้นึกถึงความเชื่อ เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องผี, เรื่องโชคลาภ, ความงมงาย หรือแนวๆ นี้

แต่หารู้ไม่ว่า ความเข้าใจที่ดูมีเหตุมีผลหลายๆ อย่าง หากทบทวนดีๆ ด้วยหลายแง่มุม และหลักฐานต่างๆ แล้วล่ะก็ คุณอาจจะพบว่าความเข้าใจที่คุณยึดถือมานานโขอาจไม่ต่างจากความงมงายเท่าไหร่เลย

ซึ่งสำหรับผมมีหลายเรื่องมากที่พอได้ทบทวนแล้วมันทำให้ผมหน้าชาหรือถึงขั้นอายในความคิดเก่าๆ ของตัวเองจนอยากแกล้งบ้าไปเลยเมื่อต้องเจอกับคนที่เราเคยเอาความคิดนั้นๆ ไปสอนเขา 🤭 เพราะความเข้าใจที่ยึดถือดันกลายเป็นแค่ความเชื่อที่คิดเอง แต่พอผ่านไปสักพัก (รอให้หายอายก่อน) ผมก็รู้สึกหัวโล่ง เหมือนมีคนมาเปิดกรงช่วยปลดปล่อยภาระทางความคิดในสมองที่ถูกปลูกฝังมาหลายสิบปีออกไปได้เยอะมากเลย

สรุปหนังสือ Think Again

บทความนี้ผมจะลองสรุปเป็นแนวเรื่องเล่าย่อยๆ ดูนะครับ เผื่อจะน่าสนุกขึ้น ซึ่งชื่อหัวข้อย่อยเหล่านี้ ผมไม่ได้เอามาจากหนังสือนะครับ ผมสรุปแล้วตั้งขึ้นเอง

โดยหนังสือจะแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ

  • ส่วนที่หนึ่ง “การคิดทบทวนรายบุคคล” – ส่วนนี้จะพูดถึงการทำให้ตัวเราตระหนักถึงคุณค่าของการทบทวนตัวเอง
  • ส่วนที่สอง “การคิดทบทวนระหว่างบุคคล” – ส่วนนี้จะพูดถึงการทำให้ผู้อื่นทบทวนความคิดของตัวเอง หรือ ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อ
  • ส่วนที่สาม “การคิดทบทวนเป็นกลุ่ม” – ส่วนนี้จะพูดถึงการสร้างแนวทางหรือการปลูกฝังเรื่องการทบทวนในระดับโครงสร้างของกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ เช่น นักเรียน, นักศึกษา หรือ พนักงานองค์กร
  • ส่วนที่สี่ “บทสรุป” – ส่วนนี้จะพูดถึงแนวทางในการใช้ชีวิตที่ต้องมีการทบทวนตนเองอยู่เสมอ

ส่วนที่หนึ่ง “การคิดทบทวนรายบุคคล”

ส่วนนี้จะพูดถึงการทำให้ตัวเราตระหนักถึงคุณค่าของการทบทวนตัวเอง

กบกับน้ำร้อน

เคยได้ยินเรื่องนี้ไหมครับที่ว่า ถ้าหย่อนกบลงในน้ำเดือดจัดมันจะกระโดดออกมาทันที แต่ถ้าหย่อนกบลงในน้ำอุ่นๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิทีละนิดๆ กบตัวนั้นจะตายในที่สุด เพราะมันขาดความสามารถในการคิดทบทวนสถานการณ์จนไม่ตระหนักถึงภัยที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจนสายเกินไป

ซึ่งฟังดูแล้วน่าสงสารกบตัวนี้ที่มันขาดการคิดทบทวน ใช่ไหมครับ

แต่จริงๆ แล้วเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจริงครับ เพราะถ้ากบโดนหย่อนลงไปในน้ำเดือดจัด มันอาจจะตายทันที หรือ เจ็บสาหัสแล้วกระโดดออกมาตายข้างนอก หรือ รอดได้แบบร่างกายไม่ปกติ

ดังนั้น ที่น่าสงสารก็คือพวกเราเองที่แอบเชื่อเรื่องนี้ไปแล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นตอนอ่านเรื่องนี้ เพราะคือเราเองนี่ล่ะที่ขาดการคิดทบทวน เมื่อได้ยินเรื่องเล่าหรือเรื่องอะไรก็ตามที่ดูว่ามันน่าจะจริงแล้ว เราก็เชื่อโดยที่ไม่ตั้งข้อสงสัยกันเท่าไหร่เลย

ภาพ 23

การตัดสินใจแรกมักดีที่สุด !?

ภาพ 24

คนเรามักมีความเชื่อว่า การตัดสินใจแรกมักดีที่สุด เช่น สมัยสอบ เราก็มักทำข้อสอบกันโดยที่ไม่ค่อยตรวจทาน เพราะเรามักลังเลว่า เปลี่ยนคำตอบแล้วจะผิด แต่นักจิตวิทยาได้วัดผลสอบของนักศึกษากว่า 1,500 คนที่มีการตรวจทานคำตอบและแก้ไขมัน ซึ่งพบว่ามีเพียงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่เปลี่ยนคำตอบที่ถูกให้กลายเป็นผิด ผมขอสรุปเล่นๆ ว่า ถ้าตอนแรกคุณทำข้อสอบผิดไปแล้ว 100 ข้อ ถ้าคุณทบทวนและเปลี่ยนคำตอบ คุณอาจจะถูกเพิ่มอีก 75 ข้อ หรือ เหลือผิดเพียง 25 ข้อเท่านั้น

นักจิตวิทยาบางส่วนเชื่อว่า เกิดจากความเกียจคร้านที่จะคิด เพราะเราต้องการความสะดวกสบาย ไม่ชอบคิดมาก แต่เบื้องลึกที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ เรามักต่อต้านการคิดทบทวนโดยเฉพาะการตั้งคำถามกับตัวเอง ความเชื่อของตัวเอง และ ความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งคำถามเหล่านี้จะทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้คาดเดาได้ยากขึ้น และยิ่งเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เราอาจรู้สึกว่าการทำแบบนั้นจะเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อตัวตนของเรา จนทำให้เราอาจสูญเสียตัวตนบางส่วนไปได้

แต่ถ้าลองนึกถึงเรื่องแนวเสื้อผ้า หรือ อาหารที่กิน เราก็เห็นว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงและทดลองสิ่งใหม่ๆ ได้เรื่อยๆ นี่นา นั่นก็เพราะว่าเรื่องที่เราไม่อยากทบทวนหรือตั้งข้อสงสัยจะเป็นเฉพาะเรื่องของความรู้, ความเชื่อ และ ความคิดเห็นของตัวเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เชื่อถือมานานแสนนาน

3 อาชีพที่เราชอบเป็น กับอีก 1 อาชีพที่เราควรเป็น

คุณอาจยังไม่รู้ว่า ตัวคุณเองนั้น ไม่ได้มีแค่อาชีพเดียวที่ทำแล้วได้เงินเดือนอยู่ตอนนี้ แต่ยังมีอาชีพอื่นอีก ที่คนเราชอบเป็นกัน

ซึ่งได้แก่

  • อาชีพพระหรือนักเทศน์ – เราทำอาชีพนี้เมื่อความเชื่อที่เรานับถือมานานถูกกังขา หรือ ตั้งคำถาม โดยเราจะพยายามเทศนาเพื่อปกป้องและส่งเสริมความเชื่อหรืออุดมการณ์อันแรงกล้านี้
  • อาชีพอัยการ – เราทำอาชีพนี้เมื่อเราเห็นว่าความคิดของคนอื่นมีจุดบกพร่อง หรือ จุดอ่อน เราจะเริ่มโต้แย้ง และหาเหตุผล หรือ หลักฐาน ต่างๆ นาๆ เพื่อให้คนคนนั้นยอมรับให้ได้ว่า คิดผิด และเราก็ชนะคดีในที่สุด
  • อาชีพนักการเมือง – เราทำอาชีพนี้เมื่อเราต้องการเอาชนะใจใครบางคน โดยเราจะรณรงค์หาเสียงด้วยนโยบายหรือข้อมูลที่ฝ่ายที่คุณต้องการเอาชนะใจนั้นเชื่อถือ

ซึ่งทั้ง 3 อาชีพนี้ จะขัดขวางการคิดทบทวนตามหลักเหตุผล และ ความถูกต้อง โดยเราจะหมกมุ่นกับการเทศนาความเชื่อของเราว่าดีแค่ไหน (นักเทศน์) จากนั้นก็คอยจับผิดและหักล้างความคิดของผู้อื่นที่เห็นต่าง (อัยการ) รวมถึงมักเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายที่มีความเชื่อเหมือนตนเอง โดยมองแต่ข้อดีและไม่สนใจข้อเสีย (นักการเมือง)

แต่อีกอาชีพหนึ่งที่คุณก็เป็นได้ แถมยังช่วยให้ชีวิตคุณอยู่ในลู่ทางที่ไม่หลงงมงายอะไรง่ายๆ ซึ่งก็คือ อาชีพนักวิทยาศาสตร์

ถ้านึกถึงด้านวิทยาศาสตร์ คุณก็คงเห็นว่า สิ่งที่เคยน่าเชื่อถือและผ่านการทดลองวิจัยมามากแล้ว ก็ยังมีบางเรื่องหรือบางทฤษฏี ถูกหักล้างและปรับเปลี่ยนได้เสมอ นับประสาอะไรกับความเชื่อหรือความเข้าใจที่ไม่มีผลการทดลองใดๆ มายืนยันความถูกต้อง 100%

ดังนั้น เราก็แค่ใช้หลักการคิดของนักวิทยาศาตร์ก็พอ ไม่ต้องใส่เสื้อกราวด์สีขาวยาวถึงเข่าก็ได้

เช่น เมื่อเจอเรื่องบางเรื่องที่ดูน่าเชื่อถือ ผ่านหูผ่านตาเข้ามา ให้เราเริ่มสังเกตดูว่ามีอะไรที่น่าสงสัยหรือไม่น่าจะเป็นจริงได้ไหม (นึกถึงเรื่องกบก็ได้ครับ 😂) จากนั้นก็ลองตั้งสมมติฐานในเรื่องนั้น แล้วทดลองหาผลลัพธ์ดูว่าจริงไหม แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆ หรือ เรื่องที่เราไม่สามารถทดลองเองได้ ก็เพียงแค่หาหลักฐานหรืองานวิจัยที่มีนักวิทยาศาสตร์จริงๆ ทำมาแล้ว มาช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือก็ได้

ภาพ 26

และเมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้วว่าเชื่อได้ ผมก็อยากย้ำอีกนิดว่า ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ มักจะให้ผลเป็น เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็แปลว่า เราต้องเผื่อใจไว้กับทุกเรื่องว่า อาจจะไม่ได้จริงเสมอก็เป็นได้ แต่แค่มีโอกาสเป็นจริงมากที่สุดแค่นั้นเอง (ถ้าทางธรรมะ ก็น่าจะเรียกว่า อนิจจัง)

ฉันไม่ได้อคติสักหน่อย

อคติคือ สิ่งที่ขัดขวางการคิดทบทวนตัวเอง เพราะมันจะทำให้เรามองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราอยากเห็น และอคติที่น่ากลัว และคนเป็นมักไม่รู้ตัวคืออคติที่ว่า “ฉันไม่ได้อคติสักหน่อย🙃” เพราะคนที่มีอคติแบบนี้ มักจะเป็นนักคิดที่มีเหตุผลมากมายล้านแปดมาบอกว่า ตัวเองใช้หลักเหตุผล ไม่ได้อคติ

ขอยกตัวอย่างเป็นตัวผมเอง ผมเชื่อว่า “การสอนอย่างมีเหตุผล คนที่เราสอนจะรับฟังและนำไปปฏิบัติตาม” ซึ่งผมใช้วิธีนี้ในการพูดคุยกับ น้อง, แฟน, พ่อ, แม่, ญาติ หรือเพื่อนๆ มาเกือบทั้งชีวิต แม้จะมีคนบอกว่า ผมใช้เหตุผลเกินไป ผมก็ยังคิดว่านี่ล่ะคือสิ่งที่ถูก “ผมไม่ได้อคติเข้าข้างความเชื่อที่ว่าต้องสอนอย่างมีเหตุผลสักหน่อย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ฟังดูก็มีเหตุผลสุดๆ แล้ว”

ภาพ 27

แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ผมก็ลองย้อนกลับไปมองว่า ความเชื่อนี้มันได้ผลจริงแค่ไหน ซึ่งได้ผลจริงน้อยมากจนผมแทบจะจำไม่ได้ว่ามีใครเชื่อฟังผมเรื่องอะไรบ้าง และผู้เขียนเองก็เป็นนักเหตุและผลเช่นกัน จนนักศึกษาของเขาเรียกว่า “จอมข่มเหงรังแกด้วยเหตุผล” ไม่แน่ผมอาจถูกเรียกในใจจากใครหลายๆ คนเช่นกัน 😅 ซึ่งในหนังสือก็มีพูดถึงการเจรจา, โน้มน้าว หรือจูงใจคนอยู่ด้วย ยิ่งทำให้เห็นผลชัดเลยว่าแค่เหตุและผลมันไม่เพียงพอในการสอนคนจริงๆ

ส่วนทางแก้ของคนที่อคติแบบนี้ก็คือ “แสวงหาเหตุผลว่าทำไมเราอาจคิดผิด ไม่ใช่แสวงหาเหตุผลว่าทำไมเราถึงคิดถูกแน่ๆ”

โลกใบนี้ยังมีโรคที่ทำให้ผู้ป่วย "เชื่อว่าตัวเองมองเห็นเป็นปกติ ทั้งที่ตาบอดสนิท" เรียกว่า Anton's syndrome หรือ ความบกพร่องของการตระหนักรู้ในตัวเอง
ดังนั้น ขนาดตาบอดยังเชื่อว่าไม่บอดได้ ทำไมความเชื่อเราจะถูกอคติบดบังจนทำให้ความคิดความเห็นมืดบอดบ้างไม่ได้

ปรากฏการณ์ดันนิง-ครูเกอร์ (Dunning-kruger Effect)

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการทดลองของนักจิตวิทยา 2 คน คือ เดวิด ดันนิง และ จัสติน ครูเกอร์ ที่พบว่า บ่อยครั้ง คนที่ไม่มีความสามารถ มักไม่รู้ตัวว่าพวกเขาไม่มีความสามารถ จากการทดสอบพบว่า คนที่ได้คะแนนต่ำ จะประเมินความสามารถตัวเองสูงเกินจริง คือคิดว่า เขาได้คะแนนมากกว่าคนอื่นอีก 62% แต่ในความเป็นจริงเขาได้คะแนนมากกว่าคนแค่ 12%

ซึ่งคนกลุ่มนี้มักเป็นคนที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ เพราะคนที่ไม่รู้หรือเพิ่งเริ่มเรียนรู้จะไม่คิดว่าตัวเองเก่ง แต่พอเรียนรู้ไปได้สักพัก จะเริ่มคิดว่าตัวเองเก่งมากแล้ว

Dunning-kruger Effect

และผลการทดลองที่ตลกร้ายก็คือ การให้ประเมินความรู้ของตัวเองว่ามีมากน้อยแค่ไหน ด้วยเรื่องต่างๆ ซึ่งหลายเรื่องในนั้นมีเรื่องที่ไม่เคยมีจริงอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีคนประเมินว่าตัวเองรู้เรื่องนั้นๆ อยู่ 😶

แล้วฉันจะมั่นใจในอะไรได้บ้าง

พอผมอ่านมาถึงจุดหนึ่งผมก็รู้สึกไร้ความมั่นใจ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “แล้วต่อไปนี้จะเชื่อเรื่องอะไรได้บ้างเนี้ย” ซึ่งก็ทำให้ใจหายๆ โหวงๆ อยู่ และก็คิดในใจแบบปล่อยวางว่า
“โลกใบนี้ ไม่มีอะไรเชื่อได้ 100% หรอก” 👈 สร้างความเชื่อใหม่ที่คิดเองขึ้นมาอีกละ 🤒

ซึ่งหนังสือได้ให้คำตอบที่ดีกว่าความคิดเองของผมโดย “ให้เรามั่นใจ อย่างถ่อมตัว” คือให้เรามั่นใจในความสามารถของตัวเองในการเรียนรู้และลงมือทำเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความถ่อมตัวเพื่อตั้งคำถามว่า สิ่งต่างๆ ที่เราใช้อยู่ เช่น แนวคิด, ทฏษฏี, เครื่องมือ, โปรแกรม หรืออะไรก็ตาม มันเหมาะสมหรือมีอะไรที่น่าสงสัยหรือไม่”

ภาพ 29

“ถ้าใครๆ ก็ขุดดินได้ แต่คุณทำไม่ได้ จงอย่าสงสัยในแรงของตัวเอง ให้สงสัยว่าจอบที่มีดีพอไหม หรือ คุณขุดถูกท่าไหม”

ต้องขออภัยครับผมจำไม่ได้ว่าเป็นวลีของใคร แค่พอนึกได้แล้วรู้สึกว่าเข้ากับหัวข้อนี้ดี
ภาพ 30

ถ้าอยากได้ความเชื่อหรือความเข้าใจที่ดีที่สุดในชีวิตต้องทำอย่างไร

  1. ใช้ชีวิต
  2. ทำผิดพลาด
  3. เรียนรู้จากความผิดพลาด
  4. ทำซ้ำข้อ 1 – 3 จนได้ความเข้าใจที่ดีที่สุด
  5. รู้ว่าข้อ 4. นั้นผิด หรือ ไม่ใช่ดีที่สุด
  6. ทำซ้ำข้อที่ 1 – 5 ไปตลอดชีวิต
ภาพ 31

เหมือนตลกร้าย แต่ก็ นี่ล่ะชีวิตมนุษย์

ค่านิยม ยังคงสำคัญ

ค่านิยมในที่นี้ไม่ใช่ความเชื่อ แต่มันคือ หลักที่ดีในการใช้ชีวิตเช่น ความรัก, ความเมตตา, เสรีภาพ, ความจริงใจ, ความซื่อสัตย์, ความปลอดภัย, ความช่วยเหลือผู้อื่น หรือ ความยุติธรรม เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นหมอ ค่านิยมก็คือการช่วยเหลือผู้ป่วย, หากคุณเป็นตำรวจ ค่านิยมก็คือการรักษาความปลอดภัยและความยุติธรรม หรือ หากคุณเป็นครู ค่านิยมก็คือการช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และเติบโต

ภาพ 32

ซึ่งผมเชื่อว่าในทุกสายอาชีพ มีค่านิยมที่ดีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น นี่คือสิ่งที่คุณสามารถรักษาไว้ได้อย่างมั่นใจ และยังสามารถใช้ค่านิยมเหล่านี้มาช่วยสร้างความเชื่อและความเข้าใจเรื่องใหม่ๆ ในอนาคตได้ด้วย

เมื่อไหร่ควรทบทวน

เมื่อมีความคิดเรื่องใดขึ้นมา ให้ถามตัวเองว่า “อะไรจะต้องเกิดขึ้นเมื่อความคิดนั้นมันผิด” จากนั้นให้ติดตามดูต่อไป ถ้าเกิดสิ่งนั้นขึ้น ก็ถึงจุดที่ต้องทบทวนตัวเองแล้ว

ภาพ 33

การทะเลาะเชิงสร้างสรรค์

คุณอาจคิดว่าคู่หูธุรกิจ หรือ พี่น้องที่สามารถทำอะไรด้วยกันจนประสบความสำเร็จได้ จะต้องรู้ใจกัน คิดตรงกัน และไม่เคยทะเลาะกันใช่ไหมครับ แต่ในความจริงแล้วพวกเขามักทะเลาะกัน แต่การทะเลาะในที่นี้ไม่ใช่การชกต่อยกัน แต่คือการโต้เถียงกันในเรื่องงาน ซึ่งเรียกว่า “การทะเลาะเชิงสร้างสรรค์” ที่แม้จะมีความตึงเครียดแต่มันก็มาจากการใช้เหตุผล ไม่ใช่อารมณ์ น้ำเสียงของการโต้เถียงนั้นจะมีพลังและกระฉับกระเฉงมากกว่าชวนทะเลาะหรือก้าวร้าว

โดยมักเกิดจากการเห็นต่าง ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการหาข้อสรุปที่ถูกต้องที่สุด ซึ่งความเห็นต่างเราสามารถทำได้โดยไม่ทำร้ายความรู้สึกกันได้ โดยต่างฝ่ายต่างนับถือกัน รวมถึงนับถือในความเห็นของอีกฝ่ายด้วย เพราะการทะเลาะกันเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าแต่ละฝ่ายไม่สนใจและให้คุณค่ากับความคิดเห็นของอีกฝ่าย ซึ่งคู่พี่น้องที่มักทะเลาะกันเชิงสร้างสรรค์ จนสามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้กับโลกใบนี้ ก็คือ วิลเบอร์และออร์วิลล์ ไรต์

ภาพ 34

แต่ต้องระวังไว้นะครับ เมื่อใดที่เรื่องที่ขัดแย้งไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นทะเลาะเชิงสร้างสรรค์ แต่เป็นทะเลาะเชิงทำลายมากกว่า ซึ่งต้องไปเคลียร์ใจกันก่อน ถึงจะกลับมาทำงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง


ส่วนที่สอง “การคิดทบทวนระหว่างบุคคล”

ส่วนนี้จะพูดถึงการทำให้ผู้อื่นทบทวนความคิดของตัวเอง หรือ ทำให้เขาเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อ

การเจรจาหรือจูงใจ

  • หากเราใช้เหตุผลในการเจรจา โดยเฉพาะการเอาเหตุผลไปกระแทกหน้าอีกฝ่าย อีกฝ่ายจะยิ่งดื้อดึงอยู่กับความคิดของตัวเองมากขึ้น (อย่างที่ผมชอบทำ)
  • ยิ่งอีกฝ่ายแสดงอารมณ์ เรายิ่งต้องแสดงความอยากรู้อยากเห็นหรืออยากเข้าใจมากเท่านั้น
  • การโต้เถียงที่ดีไม่ใช่สงคราม แต่คือการเต้นรำที่ต้องรู้จังหวะเดินหน้า จังหวะถอยหลัง ต้องรู้จักนำ และ รู้จักตามในทำนองที่เหมาะที่ควร
ภาพ 35

นักเจรจาปกติ 🆚 นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญ

การเตรียมตัว

  • นักเจรจาปกติ – จะเตรียมเหตุผลเพื่อโต้แย้งอีกฝ่ายและสนับสนุนตัวเอง
  • นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญ – เตรียมคำถามหรือความคิดเห็น เพื่อหาจุดยืนร่วมกัน และควรหาจุดแข็งของความคิดเห็นอีกฝ่ายให้เจอ และแสดงความเห็นด้วยจากใจจริง นอกจากนี้ยังทำให้เราเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างดีด้วย

จำนวนเหตุผล

  • นักเจรจาปกติ – เตรียมเหตุผลให้ได้มากที่สุด
  • นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญ – จำนวนเหตุผลก็อาจแบ่งได้ตามสถานการณ์
    • อีกฝ่ายใส่ใจเกี่ยวกับประเด็นนั้นมากแค่ไหน 👉 ถ้าเขาไม่ค่อยใส่ใจหรือไม่ค่อยเปิดกว้าง การให้เหตุผลจำนวนมากขึ้นก็ช่วยได้ เพราะกับเรื่องที่ยังไม่ได้ตั้งป้อมทางความคิด คนมักมองว่าปริมาณเหตุผลมากจะดูยิ่งมีคุณภาพมาก
    • ประเด็นนั้นสำคัญกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน และ เขาเปิดกว้างต่อข้อโต้แย้งของเรามากแค่ไหน 👉 ถ้าสำคัญมาก คุณภาพของเหตุผลย่อมสำคัญที่สุดมากกว่าปริมาณ
    • เมื่ออีกฝ่ายสงสัยในมุมมองหรือความเห็นของเรา และเขามีท่าทีหัวแข็ง 👉 แบบนี้เหตุผลต้องเหลือแค่มีคุณภาพเท่านั้น เพราะถ้ามีเหตุผลอ่อนๆ หลุดมา จะโดนปัดทิ้งได้ง่ายๆ และหากอีกฝั่งปัดตกเหตุผลที่อ่อนๆ ไปได้ เขาก็จะปฏิเสธหรือเมินเฉยกับเหตุผลทั้งหมดของเราอย่างง่ายดาย แม้เหตุผลที่เหลือจะหนักแน่นเพียงใดก็ตาม

***แต่เหตุผลที่พูดถึงทั้งหมดจะต้องผ่านเกณฑ์เหล่านี้ด้วย

  • ต้องสอดคล้องกันและกัน และสอดคล้องกับประเด็นหลักด้วย
  • ต้องมีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ และมีความเกี่ยวข้องใกล้เคียงกับอีกฝ่าย

การแสดงออกขณะเจรจา

  • นักเจรจาปกติ – มักจะโจมตีข้อเสนอของอีกฝ่ายอย่างไม่ไยดี และตอกย้ำจุดยืนของตัวเองดังคำสอนของศาสนา
  • นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญ – จะแสดงความอยากรู้อยากเห็นและอยากเข้าใจอีกฝ่ายด้วยการตั้งคำถาม (ในการพูด 5 ครั้งจะมีคำถามอย่างน้อย 1 ครั้ง เหมือนเดินหน้า 5 ก้าวถอยหลัง 1 ก้าวแบบการเต้นรำ)

ซึ่งการถามนี้ไม่ใช่ถามเพื่อเอาใจหรือวางกับดัก แต่เป็นการยอมรับว่าอีกฝ่ายก็มีเหตุผล และก็ทำให้ตัวเราเองไม่ใช่นักเทศน์, อัยการ หรือ นักการเมือง และเมื่อได้คำตอบมาแล้ว ก็ฟังอย่างเต็มใจ พร้อมทั้งนำคำตอบเหล่านั้นมาพิจารณาในหลายๆ แง่มุม

“เราคงไม่มีโอกาสมากนักที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่น ถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงความคิดของตัวเอง”

รูปแบคำถาม

  • นักเจรจาปกติ – มักไม่ค่อยใช้คำถามแต่จะแสดงเหตุผลที่สนับสนุนตัวเองเสียส่วนใหญ่ และเมื่อถามมักใช้คำถามว่า “ทำไม” เพื่อกดดันหรือจี้หาจุดผิด
  • นักเจรจาผู้เชี่ยวชาญ – มักใช้คำถามแทรกคำถามบ่อยๆ และรูปแบบคำถามจะถามเพื่อทำความเข้าใจอีกฝ่ายหรือสื่อถึงความอยากรู้อยากเห็นเช่น
    • มักใช้คำถามว่า “อย่างไร” ไม่ใช่ “ทำไม”
    • ถามหาว่าหลักฐานอะไรที่จะช่วยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนความคิดได้
    • ถามหาต้นเหตุของความคิดที่อีกฝ่ายมีเพื่อทำความเข้าใจเขา
    • พูดคุยหรือถามเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกเช่น “ผมรู้สึกผิดหวังที่การพูดคุยของเราเป็นแบบนี้ คุณรู้สึกผิดหวังไหม มีอะไรที่พอจะช่วยทำให้ดีขึ้นได้บ้างไหม”
ภาพ 36
หากถามอีกฝ่ายว่า "พอจะมีหลักฐานอะไรที่จะช่วยให้อีกฝ่ายเปลี่ยนความคิดได้บ้างไหม" แล้วคำตอบที่ได้คือ "ไม่มี" 
แบบนี้ให้ถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว เพราะเรา "พาม้าไปที่แหล่งน้ำได้ แต่บังคับให้มันดื่มไม่ได้"
ภาพ 38

การทดลองเปลี่ยนความเชื่อหรืออคติของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่ม

การอคติของคนกลุ่มหนึ่งกับคนอีกกลุ่มหนึ่งมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น การมองว่าประเทศนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, การมองว่าคนภาคนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้, การมองว่าคนจังหวัดนั้นเป็นแบบนั้นแบบนี้, การมองว่าคนที่ตัดผมทรงนั้นมีนิสัยแบบนี้แบบนั้น เป็นต้น

ภาพ 37

ซึ่งหนังสือได้พูดถึงการพยายามทดลองเพื่อหาวิธีลดอคติของคนอีกกลุ่มต่ออีกกลุ่มดังนี้

  • หาความคล้ายคลึงกันของกลุ่มเขา กับ อีกกลุ่ม เช่น เราคือมนุษย์เหมือนกัน, เราคนไทยด้วยกัน เป็นต้น
    • ✅ ได้ผล ⛔ แต่ใช้ได้กับเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เช่น เกิดสงครามคนประเทศเดียวกับจึงลดอคติกับจังหวัดอื่นๆ ลงได้
  • หาทางทำให้เห็นใจในความลำบากของอีกกลุ่ม
    • ✅ ได้ผล ⛔แต่อคติจะลดลงแค่เฉพาะกับคนที่ได้รับความเห็นใจเท่านั้น เช่น จะเลือกเข้าใจเฉพาะคนกลุ่มอื่น ที่ยากจนจริงๆ คนที่ลำบากจริงๆ คนที่ป่วยหนักจริงๆ เป็นต้น
  • การไตร่ตรองถึงความไร้เหตุผลในความอคติของตัวเอง เช่น เกลียดคนกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะเคยโดนคน 1 คนในกลุ่มนั้นทำไม่ดีด้วย
    • ✅ ได้ผลดี
  • จินตนาการว่าหากเราต้องไปเป็นคนกลุ่มนั้นจะเป็นอย่างไร
    • ✅ ได้ผลดี
  • สร้างการปฏิสัมพันธ์กับอีกกลุ่ม
    • ✅ ได้ผลถึง 94%

คนเราไม่สามารถจูงใจให้ใครเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ?

มาถึงหัวข้อที่ผมต้องเรียนรู้มากที่สุดเพื่อใช้ในการสอนผู้คนแล้วครับ

หนังสือได้เล่าถึงการทดลองเพื่อยืนยันว่า “คนเราไม่สามารถจูงใจให้ใครเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทำได้แค่ช่วยให้พวกเขาค้นพบแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลง” (วิธีนี้ช่วยให้ผู้คน 3 ใน 4 มีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือพฤติกรรมได้)

ภาพ 39
  1. ตั้งคำถามปลายเปิด
  2. มีส่วนร่วมในการรับฟังเพื่อช่วยให้เขาคิดทบทวน
  3. ยืนยันว่าเขาสามารถเลือกทางเลือกต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง และเขามีศักยภาพพอที่จะทำสิ่งนั้น
  4. อธิบายความเข้าใจที่คุณมีเกี่ยวกับเหตุผลที่คนอื่นควรเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อมีจังหวะที่ทำได้ เพื่อไม่ให้คุณมองข้ามหรือบิดเบือนบางเรื่องไป ไม่ใช่เพื่อโน้มน้าวเขาแต่เพื่อยืนยันว่าคุณเข้าใจถูกจริงๆ
เรามีหน้าที่เพียงแค่ชูกระจกขึ้นเพื่อให้พวกเขามองเห็นตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น จากนั้นก็ให้อำนาจในการทบทวนความเชื่อและพฤติกรรมของตัวเอง และให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองอีกครั้ง
  1. พยายามหาจุดยืนร่วมกัน และ พยายามทำความเข้าใจจุดยืนของเขา
  2. ช่วยให้เขาทบทวนความคิดเกี่ยวกับจุดยืนของเขา และเราก็ค่อยๆ เล่าเหตุผลหรือหลักฐานที่หนักแน่นน่าเชื่อถือที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ พร้อมช่วยให้เขาค้นหาแรงจูงใจที่แท้จริงที่เขามี
  3. ย้ำว่าเขาสามารถเลือกทางเลือกได้ด้วยตัวเองและเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะทางใดเขาได้เลือกในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว และแสดงถึงความเชื่อมั่นในตัวเขา (ไม่ใช่บังคับด้วยเหตุผล หรือ กดดันด้วยความกลัว แต่เป็นการปล่อยให้เขาเลือกด้วยตัวเองอย่างเบาใจ)
  4. ยืนยันแผน และสิ่งต่างๆ ที่เขาต้องทำ – ตอนนี้ไม่ใช่การโต้แย้งหรือจูงใจ อีกต่อไป แต่เป็นเพียงการช่วยเหลือเขาให้ทำสำเร็จตามที่ได้คิดไว้ในข้อ 3.
  • ต้องมีทัศนคติแบบถ่อมตัวและอยากรู้อยากเห็น
  • ต้องอาศัยความปรารถนาอันแรงกล้า ที่จะช่วยเหลือเขาคนนั้นอย่างจริงใจ จนถึงขั้นที่ตัวคุณเองต้องมีเป้าหมายเดียวกับพวกเขาด้วย
  • แสดงความอยากรู้อย่างเห็น และ อยากช่วยเหลือตลอดการสนทนา
  • ถ้าเรามีข้อเสนอแนะอาจใช้คำว่า “นี่คือแนวทางจำนวนหนึ่งที่เคยช่วยฉันไว้กับเพื่อนๆ ของฉันบางคน”
ภาพ 40
  1. ใช้กลวิธีข่มขู่
  2. ไม่ยอมให้ความรัก
  3. บอกเขาว่าเป็นการทำเพื่อประโยน์ของตัวเขา
  4. พยายามทำให้ดูเหมือนเป็นความคิดของเขา
  5. ตะคอก
  6. ด้อยค่า
  7. ไม่ยอมให้การสนับสนุน
  8. สั่งสอน หรือ เทศนา
  9. บงการ
  10. ไม่รับฟังสิ่งที่เขาต้องพูด
  11. ไม่สนใจความรู้สึกของเขา
  12. ไม่สนใจความคิดของเขา
  13. ดูถูกเขา
  14. ไม่ยอมให้ความนับถือ
  15. แสดงอาการต่อต้านทางอ้อม
  16. ทำให้อับอาย

มุมมอง Productive

ผมคิดว่า การทบทวนตัวเอง, ทบทวนความคิด หรือ ทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ นี่ล่ะ! Productive สุดๆ แล้ว เพราะยิ่งเราทบทวนหรือตั้งข้อสังเกตเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอปัญหาเร็วเท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่าลดเวลาที่สูญเปล่าไปได้อย่างมาก ตั้งแต่หลักนาที, ชั่วโมง, วัน, เดือน หรือ หลายปีก็ว่าได้ แทนที่จะดื้อดึงทำไปตามความเชื่อความเข้าใจเดิม จนสุดท้ายก็เสียเวลาและเงินไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

ประโยคเด็ด

  • คุณหัวเราะเยาะคนที่ยังใช้มือถือรุ่นเก่าไม่กล้าใช้สมาร์ทโฟน แต่ตัวคุณเองยังมีความเชื่อหรือความเข้าใจเดิมที่ได้มาตั้งแต่ยุคก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟนเสียอีก
  • การระบุเหตุผลแค่เพียงข้อเดียวว่าทำไมเราอาจคิดผิด ก็เพียงพอแล้วที่จะควบคุมความมั่นใจที่มากเกินไป
  • คุณต้องไม่หลอกตัวเอง แต่คุณดันเป็นคนที่โดนคุณหลอกง่ายที่สุดนี่สิ
  • จงดีใจเมื่อได้รู้ว่าคุณคิดผิด เพราะอย่างน้อยคุณก็ผิดน้อยกว่าแต่ก่อน – คาห์เนแมน
  • ถ้ามองย้อนไปในปีที่แล้ว แล้วไม่คิดว่า “ว้าว ตัวฉันเมื่อปีที่แล้วโง่ชะมัดเลย” แสดงว่าคุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเท่าไหร่ในปีที่ผ่านมา – เรย์ ดาลิโอ
  • ถ้าคุณไม่เปลี่ยนความคิดบ่อยๆ คุณย่อมคิดผิดอยู่บ่อยครั้ง – เจฟฟ์ เบซอส

ร้านหนังสือ

หากคุณอ่านมาถึงจุดนี้แล้วสนใจเล่มนี้สามารถสั่งซื้อได้นะครับ (ถ้าซื้อผ่านลิงก์เหล่านี้ผมจะได้ค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ ด้วยครับ 😄)

สรุป

อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าหนังสือ Think again นี้ ในมุมมองของผมมีเสน่ห์ตรงที่มีความหักมุมอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผมมองว่ามันคือการสอนผมในเรื่องที่ผมมักรีบตัดสินใจ คืออ่านแล้วสรุปความเข้าใจเลยทีละย่อหน้า ทีละย่อหน้า ทำให้พออ่านไปจนถึงจุดหักมุม ผมก็ได้รู้ว่า ที่เข้าใจก่อนหน้าคือผิด และถ้าผมไม่ยอมทิ้งความเข้าใจที่ผิด เพื่อรับฟังความเข้าใจที่ถูกในช่วงหักมุม ผมก็ยังคงไม่ได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ เพราะยังยึดติดกับความเชื่อของตัวเองอยู่โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แม้จะมีเหตุผลหรือหลักฐานที่ดีกว่าปรากฏขึ้นมา ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ด้วยนิสัยของ “นักวิทยาศาสตร์” กันครับ 💚

ท้ายนี้ ผมขอเสริมในทางศาสนาพุทธ หน่อยนะครับ ตามความเข้าใจผม จุดเริ่มต้นที่ดีในการทบทวนตัวเองก็คือ กาลามสูตร 10 นั่นเองครับ

อยากได้บทความเรื่องอะไร หรือ หัวข้อแนวไหน สามารถแนะนำกันมาได้ที่แบบฟอร์มนี้เลยครับ ซึ่งข้อมูลที่ส่งจากแบบฟอร์มนี้จะถูกไปสร้างเป็น Clickup Task และสั่งงานผม ให้อัตโนมัติเลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *