Skip to content
Home    »   รวมบทความเกี่ยวกับ Productive Life และการใช้ ClickUp    »   Productive Life/พัฒนาตนเอง    »   งานยุ่งเท่ากับความสำเร็จจริงเหรอ? นี่คือเคล็ดลับที่คุณต้องรู้

งานยุ่งเท่ากับความสำเร็จจริงเหรอ? นี่คือเคล็ดลับที่คุณต้องรู้

Busy work

เคยรู้สึกไหมครับว่า ชีวิตของคุณยุ่งวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาหายใจ? การมีตารางงานแน่นอาจดูเหมือนเป็นเรื่องดีที่แสดงถึงความขยันและมุ่งมั่น แต่ความจริงแล้ว “งานยุ่งหรืองานล้นมือตลอดเวลา” ไม่ได้แปลว่าคุณกำลังประสบความสำเร็จเสมอไป มันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า มีบางอย่างผิดปกติในวิธีการจัดการเวลาและเป้าหมายของคุณ

วันนี้ผมอยากชวนคุณมาสำรวจว่าทำไมงานยุ่งตลอดเวลาอาจไม่ใช่ความสำเร็จ และแชร์เคล็ดลับเพื่อปรับแก้สถานการณ์นี้กัน

งานยุ่งตลอด ดีจริงหรือ?

💬 ความยุ่งไม่ได้เท่ากับความสำเร็จ

หลายคนอาจคิดว่าการทำงานหนักทุกวันเท่ากับการมุ่งสู่ความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริง ความยุ่งอาจเป็นเพียงการตอบสนองต่อสิ่งที่เราคิดว่าต้องทำโดยไม่ได้สะท้อนถึงสิ่งที่เราควรทำ ลองถามตัวเองดูครับว่า งานที่คุณทำอยู่ทุกวันช่วยนำคุณเข้าใกล้เป้าหมายระยะยาวหรือไม่ หรือคุณเพียงกำลังยุ่งไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญ?

busy is not success

😣 สมองแฮงค์ และทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ

หากคุณงานยุ่งและคุณไม่มีระบบจัดการงานที่ดี หรือเน้นใช้สมองเป็นตัวจดจำหลัก ถ้าเป็นแบบนี้เท่ากับคุณใช้งานสมองผิดวิธี เพราะสมองถูกออกแบบมาให้คิดวิเคราะห์มากกว่ากาารจดจำ ถ้าเปรียบสมองเหมือนคอมพิวเตอร์ที่มีแรมในการช่วยประมวลผลสิ่งต่างๆ ให้เร็วขึ้น แต่คุณใช้แรมนี้ในการจำก็เท่ากับว่าแทนที่จะคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ถูกใช้ไปกับการจำ ทำให้เครื่องของคุณค้างหรือแฮงค์ได้

และยิ่งไปกว่านั้นสิ่งต่างๆ ที่คุณยังไม่ได้จัดการให้มันเป็นระบบ เพราะอาจจะทำไว้แค่จำหรือแค่จดไว้ มันจะหมั่นผุดมากวนใจคุณ ส่งผลให้คุณขาดสมาธิและฟุ้งซ่านได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหากมันผุดมาตอนที่คุณต้องการใช้สมาธิในการทำงานสำคัญอยู่ ก็จะส่งผลให้งานนั้นทำออกมาได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

ดังนั้นการปล่อยให้งานยุ่ง (เหยิง) จึงไม่ใช่แค่ทำให้คุณเหนื่อยล้า แต่ยังส่งผลให้งานที่ออกมาขาดประสิทธิภาพอีกด้วย ซ้ำร้ายอาจนำพาคุณไปสู่ภาวะ Overwhelmed ซึ่งเป็นภาวะที่คุณรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันท้วมท้นล้นมือไปหมด จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกเลย

brain error

🙃 ระวัง Burnout ที่มองไม่เห็น

การทำงานแบบไม่หยุดพักเป็นเวลานานอาจทำให้คุณเข้าสู่ภาวะ Burnout โดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะส่งผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ คุณอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ขาดแรงบันดาลใจ และประสิทธิภาพการทำงานลดลง

can not see Burnout

⚠️ ผลกระทบที่มองไม่เห็นจากความยุ่ง

การยุ่งเกินไปอาจสร้างผลกระทบที่คุณไม่ทันสังเกต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับคนรอบตัว สุขภาพที่แย่ลง หรือโอกาสที่ถูกมองข้ามไปในช่วงเวลาที่คุณมัวแต่วุ่นวายกับสิ่งอื่น

invisible effects of busyness

สุดท้าย สิ่งที่จะวัดว่าความยุ่งของคุณเป็นปัญหาหรือไม่ ไม่ใช่จำนวนงานที่คุณต้องทำ แต่คือ คุณภาพงาน และ ระดับความเครียดของคุณ ซึ่งต่อให้คุณทำงานได้เสร็จจำนวนมากแต่ขาดคุณภาพก็ถือว่าเป็นปัญหาอยู่ หรือ คุณทำงานที่มีคุณภาพได้มากมายแต่ก็แลกมาด้วยความเครียดในระดับสูง แบบนี้ก็คงถึงเวลาที่คุณต้องปรับแก้สถานการณ์กันแล้ว ซึ่งหัวข้อถัดไปผมจะพาคุณมาดูกันครับว่า มีเคล็ดลับอะไรที่จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง

เคล็ดลับที่คุณต้องรู้

เคล็ดลับเบื้องต้น

  • ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน – การวางแผนชีวิตโดยกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวให้ชัดเจน เพื่อให้คุณรู้ว่าควรโฟกัสที่งานใดเป็นลำดับแรก ใช้หลักการและวางแผนงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ตามหลัก SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound)
  • ใช้เทคนิค 5W1H ในการสั่งงานหรือการวิเคราะห์ปัญหา เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณเห็นแพตเทิร์นในการจัดการกับงานได้อย่างง่ายมากๆ ด้วยการตอบคำถาม 6 คำถามที่มาจาก W 5 ตัว คือ Who?, What?, When?, Where?, Why? และ H 1 ตัว คือ How?
  • สร้าง Time Blocking โดยการกำหนดเวลาพักในแต่ละวัน และเคารพเวลาพักของตัวเอง หรือลองใช้เทคนิค Pomodoro (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที แบบพักจริงๆ นะครับ ไม่ใช่เดินไปคิดงานต่อ) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและลดความเหนื่อยล้าให้กับคุณ
  • ใช้เครื่องมือช่วยจัดลำดับความสำคัญ เช่น Eisenhower Matrix (แยกงานออกเป็น 4 ช่อง: สำคัญ-เร่งด่วน, สำคัญ-ไม่เร่งด่วน, ไม่สำคัญ-เร่งด่วน, และไม่สำคัญ-ไม่เร่งด่วน) หรือใช้งาน To-Do List
  • ลดสิ่งรบกวน – ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นบนมือถือหรือแอปต่าง ๆ หรือเข้าโหมดทำงาน นอกจากนี้ถ้าสามารถทำได้ ผมขอแนะนำให้คุณปรับพื้นที่ทำงานให้เงียบสงบและเหมาะสมกับการโฟกัสของคุณ
  • หลีกเลี่ยงการ Multitasking ไม่ว่าคุณจะงานยุ่งแค่ไหนก็ไม่ควรทำหลายงานพร้อมๆ กัน เพราะจะลดคุณภาพของงานและสร้างความเครียดให้กับคุณอย่างมาก
  • และหากคุณรู้สึกเหนื่อยเกินไป อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากทีมงานหรือคนใกล้ชิด ❤️ นะครับ

🙅 เรียนรู้ที่จะปฏิเสธ

ไม่ว่าคุณจะได้งานต่างๆ มาจากหัวหน้า หรือ จากการขอให้ช่วยของเพื่อนพนักงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคุณจะต้องให้ความสำคัญกับงานที่คุณต้องรับผิดชอบให้เรียบร้อยก่อนจึงไปรับงานอื่นมาเพิ่ม หรือถ้าหัวหน้าเป็นคนสั่ง คุณจะต้องชี้แจงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประสิทธิภาพของงานที่ทำอยู่ว่าเป็นอย่างไร เพราะงานยุ่งส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน เพราะคุณต้องเร่งทำอีกงานเพื่อไปทำอีกงานให้เสร็จเยอะที่สุด และถ้าหัวหน้ารับได้ เขาก็ไม่มีสิทธิที่จะมาว่าคุณภายหลัง แต่ต้องปฏิเสธแบบนิ่มนวลและเน้นเหตุผลด้วยนะครับ

หรือถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือฟรีแลนซ์ การรับงานเยอะๆ จนยุ่งไปหมด ก็จะส่งผลให้งานที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร และสุดท้ายคุณก็อาจจะเสียลูกค้าไปได้

ดังนั้น ทุกครั้งที่คุณจะตัดสินใจรับงานอะไรมา คุณต้องโฟกัสไปที่เป้าหมายหลักของคุณ ว่างานนั้นส่งผลให้คุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้นหรือทำให้คุณช้าลงกันแน่

Learn to say no

💞 ให้ผู้อื่นช่วยบ้าง

บางครั้งคุณอาจจะพบเจอกับงานที่เร่งด่วนจริงๆ แต่ถ้างานนั้นไม่ได้สำคัญมากนัก คุณก็ควรหาคนมาช่วยทำงานนั้นให้คุณ หรือถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการก็อาจเริ่มจากจ้างฟรีแลนซ์มาช่วยทำในบางงาน เพื่อที่คุณจะได้ไปโฟกัสกับงานที่สำคัญๆ ของคุณจริงๆ

แต่ถ้าคุณเป็นหัวหน้างาน คุณก็อาจจะมอบหมายงานที่เหมาะกับแต่ละคน และต้องดูด้วยว่าภาระงานของพวกเขาเยอะเกินไปหรือยัง รวมถึงต้องเชื่อใจพวกเขา ให้กำลังใจพวกเขาด้วย

Let others help you

🌼 เพิ่มความสมดุลให้ชีวิต

อย่าลืมนะครับว่า ชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องงาน การมีเวลาว่างเพื่อดูแลตัวเอง ใช้เวลากับครอบครัว หรือทำสิ่งที่คุณรัก เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเติมพลังให้คุณพร้อมเผชิญกับงานในวันถัดไป ดังนั้น Work Life Balance จึงเป็นสิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญ

คุณสามารถตรวจสอบสมดุลชีวิตได้ด้วย 👉 วงล้อชีวิต (Wheel of Life)

ถ้าสำหรับ ProductiveToGo ก็คือ “เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแต่ไม่ใช่เพิ่มเวลาทำงาน เพื่อเอาเวลาที่ได้เพิ่มมาไปใช้กับสิ่งที่คุณรัก”

โดยคุณอาจจะทำสิ่งเหล่านี้เพิ่มขึ้น:

  • สร้างกิจวัตรประจำวันที่สมดุล เช่น การออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือทำสมาธิ
  • ตั้ง “เวลาดิจิทัลดีท็อกซ์” เพื่อลดการใช้งานโทรศัพท์และโซเชียลมีเดีย
  • ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำงานเสร็จตามเป้าหมาย
balance your life

🛠️ หาเครื่องมือช่วยให้คุณยุ่งน้อยลง

โดยคุณสามารถเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของคุณ ซึ่งคือแพลนเนอร์ประเภทต่างๆ ดังนี้

  • สมุด Planner
  • Digital Planner แบบ PDF ที่ใช้งานบน Tablet
  • E-Planner หรือ Digital Planner แบบแอป ที่ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์และมีฟีเจอร์ที่ครบครันมากที่สุด
อ่านเพิ่มเติม : แพลนเนอร์ (Planner) ตัวช่วยวางแผนงานและจัดการชีวิต มีกี่ประเภท แบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

และนอกจากนี้คุณควรปรับแต่งสมุดหรือแอปที่คุณเลือกใช้ ให้มีหน้าตาสวยงามหรือมีโทนสีที่โดนใจ เพื่อจะช่วยให้คุณอยากใช้งานมันทุกๆ วัน และไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน

และถ้าคุณใช้งานผ่านแอป เมื่อเริ่มใช้งานก็อย่าลืมตั้งค่าแจ้งเตือนสำหรับงานสำคัญ และลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น หรือใช้ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่แต่ละแอปมีให้ เพื่อลดภาระงานของคุณให้ได้มากที่สุดด้วยนะครับ

image

🌞ใช้งานเป็นประจำและต่อเนื่อง

สุดท้าย สิ่งที่ผมอยากจะย้ำก็คือ ต่อให้คุณมีเครื่องมือช่วยดีแค่ไหน แต่ถ้าคุณไม่ได้ใช้งานเป็นประจำและต่อเนื่องแล้ว ก็เท่ากับว่าเครื่องมือเหล่านั้นไม่ได้ช่วยอะไรคุณเลย บางครั้งอาจกลายเป็นการเพิ่มภาระให้คุณด้วยซ้ำ ดังนั้นการหมั่นใช้งานเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำคุณหลุดพ้นไปจากงานยุ่งเกินไปและความเครียดครับ

💡 ถ้าคุณไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ผมขอเสนอคอร์ส เครื่องมือฟรี! ที่มาช่วยคนงานยุ่ง ในการบริหารงานและชีวิต ได้ครบ จบในที่เดียว ที่นอกจากจะมาช่วยแก้ปัญหางานยุ่งของคุณแล้ว ยังช่วยให้คุณจัดการชีวิตในด้านอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สรุป

งานยุ่งนั้นไม่ใช่เครื่องหมายของความสำเร็จ แต่การจัดการเวลาและเป้าหมายอย่างชาญฉลาดต่างหากที่สำคัญ ผมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเริ่มต้นปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการทำงานเพื่อชีวิตที่มีคุณภาพมากขึ้นนะครับ

“ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของการทำงานหนักที่สุด แต่เป็นเรื่องของการวางแผนและปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 🌟”

👍บทความแนะนำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *